❝ไอดิน กับ กลิ่นลาเวนเดอร์❞ ตอนที่ 2


ป๊อก…..ตุ๊บ…. ฉึบๆๆๆๆ  ป๊อก….ตุ๊บ ฉึกๆๆ เอี๊ยด !  ป๊อก….ตุ๊บ….. ฝืด….แคร๊กกก

7 โมงเช้าวันอังคาร…. ไม่ใช่เพลงปาลมมี่ และไม่ใช้วันอังคาร แต่ 7 โมงเช้าหน่ะใช่ เสียงเหล่านี้ดังแว่วมาแต่ไกลจากสนามเทนนิสใกล้บ้านพักของเราซึ่งเป็นคอร์ดดินท่ามกลางแมกไม้บนเนินเขากับวิวทะเลสาบสีฟ้าใสเบื้องล่าง  กิจกรรมหลักของชาวคณะนอกจากกินเที่ยวและถ่ายรูปแล้ว กีฬาก็เป็นอีกสิ่งนึงที่ขาดไม่ได้สำหรับชาวคณะแกงค์เด็กนัก(ไม่)เรียน ผมและเพื่อนๆบางส่วนยกขโยงกันออกมาตีเทนนิสแต่เช้าตรู่ทั้งๆที่เมื่อคืนแทบจะไม่ได้นอนเพราะปาร์ตี้เกือบเช้าทุกครั้ง แต่ถามว่าทำไมต้องเช้า ตอบเลยเพราะหนึ่ง ถ้าสายคุณอาจจะได้ผิวสีแทน(แบบไม่ทั่วตัว)และหน้าดำๆกลับบ้านไป และสองถ้าออกสายกว่านี้คุณจะไม่ได้ตี !!  จบ เพราะถ้าสายก็ไม่ได้ไปเที่ยวที่อื่นหน่ะสิ : )

เวลาล่วงเลยไปสองชั่วโมงก็มีเสียงม้าเร็วมาส่งสารบอกให้กลับไปที่บ้านพักได้แล้วเพื่อทานอาหาร  ผมและเพื่อนๆจึงต้องเก็บอุปกรณ์กลับไปบ้านพักเพื่อเตรียมตัวทานอาหารเช้ายังคงมีเพียง “ท๊อป” หนึ่งในสมาชิกมือใหม่ที่เอาจริงเอาจังมากกับกีฬานี้ ขอตัวไปซ้อมน๊อคบอรด์ต่ออีกเป็นชั่วโมงเพียงคนเดียวราวกับว่าเทนนิสเป็นกีฬาสามารถตีเป็นได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มหัดตี

กลิ่นอาหารโชยมาแต่ไกลเมื่อเราเริ่มเดินเข้าใกล้เขตบ้านพัก ทำให้ต่อมน้ำลายของพวกเราทำงานกันทันทีและต่างคนก็ต่างสงสัยว่าวันนี้เมนูจะเป็นอะไร เมื่อกลับเข้ามาถึงบ้านพักก็พบว่าหน่วยเสบียง พี่เมี่ยว พี่มินต์ ได้ทำกับข้าวเตรียมไว้ให้พวกเราแล้ว ผมและคนอื่นๆจึงรีบอาบน้ำอาบท่าแต่งตัวเพื่อจะได้ออกมาทานข้าวด้วยกันกับเพื่อนๆ คนอื่นที่ไม่ได้ออกไปตีเทนนิสด้วยกัน

ถึงแม้ว่าเราจะมาไกลถึงฝรั่งเศสแต่อาหารไทยก็ยังตามมาถึงที่ ไม่ว่าจะเป็นหมูย่าง ข้าวมันไก่ ฯลฯ พร้อมสรรพ สิ่งเหล่านี้เป็นความสุขยามเช้าอย่างนึงที่ไม่รู้จะอธิบายยังไง การที่ตื่นมาแล้วมีอาหารอร่อยๆพร้อมวิวสวยๆและอากาศดีๆให้เราได้ดื่มด่ำ  ผมเองยังนั่งนึกภาพตัวเองเมื่อครั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ถ้าไม่นั่งกินร้านข้างทางร้อนๆก็คงเข้าไปอัดๆเบียดๆเสียดๆกันในห้างเพื่อที่จะหาข้าวกินสักมื้อ บางครั้งก็ทำให้นึกได้ว่าความเจริญมันก็ไม่ได้ตอบโจทย์เสมอไป อยู่กรุงเทพฯต้องมี นั่น โน่น นี่ ถึงจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แถมขี้คล้านก็เป็นความสุขแบบชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่อยู่ที่นี่แค่มีกินอิ่มท้องมีที่นอนให้หลับสบายแค่นี้ก็พอแล้ว  จริงๆแล้วมนุษย์เราก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้แต่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เพราะมันเป็นไปตามสังคมที่เราอยู่นั่นเอง อย่างคำเขาว่า “อยู่เมืองดัจจริต ชีวิตต้องป๊อป”

หลังจากทานข้าวเช้าทุกคนก็แยกย้ายไปทำธุระส่วนตัวกันบ้างก็ไปเดินเล่นเสพย์ธรรมชาติรอบๆบริเวณบ้าน บ้างก็สไกป์กับผู้ชาย บ้างก็ออกไปซ้อมเทนนิสต่อ (มันเอาจริงเว้ยเฮ้ย) กลับมาอีกทีก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว วันนี้เรามีแผนคือไปทานอาหารแบบฝรั่งเศส ต่อการตามล่าหาทุ่งลาเวนเดอร์แห่งโพรว้องส์ แวะที่หมู่บ้าน Roussillon ชมเมืองเก่าและ “แพะเมืองผี” แบบฝรั่งเศส

เริ่มที่รายการแรกร้านอาหารแบบพื้นเมืองของฝรั่งเศสซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเรานักเพียงขับรถมาราว 15 นาทีก็ถึง  Hôtel-Mas La Crémaillère  ซึ่งเป็นร้านอาหารของโรงแรมเอง  ตัวร้านอาหารเป็นอาคารที่สร้างจากหินและไม้  ภายในและภายนอกตกแต่งด้วยสีโทนพาสเทลเป็นหลัก ให้บรรยากาศแบบอบอุ่นและเป็นกันเองและไม่ได้ดูหรูหราตามแบบฉบับหลุยส์แต่อย่างใด ในเมืองไทยเองก็มีร้านอาหารหรือคาเฟ่หลายๆร้านที่พยายามจะตกแต่งแบบเดียวกันนี้ แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่อยู่ดี จากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายร้านมักตายน้ำตื้น เช่นการโทนสีถูกต้องแต่เฟอร์นิเจอร์ดันไม่ใช่ หรือบางร้านทุกอย่างเกือบใช่แต่วัสดุหรือส่วนประกอบของตัวอาคารและเฟอร์นิเจอร์กลับไม่ถูกต้อง หรือก็มีบ้างที่พวก texture ของอุปกรณ์ตกแต่งก็ไปคนละทางกับสไตล์ ส่วตัวแล้วเรื่องสไตล์เนี่ยมันต้องทุกอย่างจริงๆนะ  จะมาแบบส่วนใหญ่กำหนดไว้ประมาณนี้แล้วที่เหลือก็เอาๆจากที่อื่นๆมาใส่มันไม่น่าจะได้ สไตล์เป็นเรื่องที่ทุกอย่างที่เป็นตัวของมันต้องมีคำว่า “ต้อง” อยู่เสมอ หากมีของบางอย่างที่มันไม่มีคำว่า “ต้อง” แล้วมันก็อาจทำให้ผิดเพี้ยนไปได้

ภาพห้องอาหารของโรงแรม Hôtel-Mas La Crémaillère : Photo from hotel’s website
http://www.mascremailleregreoux.com

พวกเรานับว่าเป็นแขกพิเศษของที่นี่(ของแปลก) เพราะน้อยครั้งนักที่จะเห็นเอเชียกลุ่มใหญ่ที่มีสมาชิกถึง 9 คนนั่งกันเต็มโต๊ะภายในร้านอาหารของโรงแรมในเมืองเล็กๆที่ไม่ได้เป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวเอเชียอย่างเมือง Esparron de Verdon และจุดนี้เองเลยทำให้พวกเราตกเป็นเป้าสายตาเล็กๆของชาวฝรั่งเศสที่มาพักผ่อนรับประทานอาหารอยู่ภายในร้าน

พวกเราเริ่มหยิบเมนูมาดูเพื่อที่จะสั่งอาหารแต่ก็ต้องผงะเพราะชื่อเมนูแต่ละชื่อนั้นทำเอาเรางงไปตามๆกัน  งานนี้จึงต้องพึ่งเจ้าแม่ French tradition อย่างพี่มิ้นต์มาคอยอธิบายว่าอาหารแต่ละอย่างเป็นอย่างไร หลายคนยังคงเกาหัวเพราะนึกภาพไม่ออกว่าหน้าตาอาหารเป็นอย่างไร ส่วนผมขออะไรก็ได้เนื้อเยอะๆ กินอิ่มๆ ให้มีแรงไปซิ่งต่อได้ทั้งวันก็พอแล้ว

หลังจากทุกคนได้สั่งอาหารตามจินตนาการของตนเองไป กระบวนการการทานอาหารแบบยุโรปจึงเริ่มขึ้น เริ่มด้วยเครื่องดื่ม ตามด้วยสตารท์เตอร์ โดยทั่วไปก็จะขึ้นอยู่กับว่าเมนคอร์สของเราคืออะไร แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นขนมปังหรือไม่ก็ซุป ส่วนสลัดก็จะแตกต่างกันไปตามที่เลือกไว้ตั้งแต่แรก  เมื่อสตารท์เตอร์หมดก็ถึงเวลาของเมนคอร์สที่ทุกคนเฝ้าคอย  ด้วยความหิวระดับที่สามารถกินวัวได้ทั้งตัวอย่างผมจึงนั่งใจจดใจจ่อเต็มที่  ไม่ต่างจากคนอื่นๆที่หิวอยู่ในวิกฤตเดียวกัน

ห๊ะ !!!! นั่นคือคำอุทานของสมาชิกบางคนบนโต๊ะรวมถึงผมเมื่อเมนคอร์สถูกเซิร์ฟ อาหารต่างๆถูกปรุงอย่างพิถีพิถันและประดับประดาด้วยความปราณีตตาหลัก คูลริแนรี่อาร์ต (อ้าปากกว้างออกเสียงคำว่า อาร์ต แบบมาดามมด) มาถึงตอนนี้นี่ผมเข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่าคนฝรั่งเศสนี่ชีวิตประจำวันล้วนเต็มไปด้วยศิลปะทั้งนั้น เพราะสิ่งนี้ดูเหมือนมันจะแฝงอยู่ในทุกๆสิ่งเลยก็ว่าได้ ทั้งอาหาร อาคารบ้านช่อง หรือแม้แต่วิถีชีวิตก็ตาม  แต่นั่นไม่ใช่ความหมายของคำว่า ห๊ะ ที่ผมบอกไปตอนแรก ความหมายจริงๆก็คือ ห๊ะ !! “มันจะอิ่มไหมวะ ??  “

แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าการกินอาหารแบบชาวฝรั่งเศสเน้นไปที่ศิลปะของอาหารและพิธีการจัดเตรียมรวมไปถึง Traditional ของการกินด้วย เน้นกินอย่างละนิดอย่างละหน่อย เหลือที่ว่างในท้องไว้ให้ความสุนทรีย์ของรสอาหารจานอื่นๆได้ผ่านลิ้นของเรา  หรืออาจเรียกได้ว่ามันเป็นการเสพย์ความสุทรีย์ของการกินอาหารก็ว่าได้

ภาพอาหารที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม

ภาพอาหารที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม (ภาพจากพี่มิ้นต์)

หลังจากดื่มด่ำกับมื้ออาหารแบบฝรั่งเศสแล้วพวกเราที่เหลือก็ค่อยๆกระโดดขึ้นรถตามขึ้นมาทีละคนเพื่อที่จะออกเดินทางไปยังเป้าหมายถัดไป ซึ่งก็คือภาระกิจตามล่าหาทุ่งลาเวนเดอร์ แวะชมเมืองเก่าและแพะเมืองผีที่เมือง Rosillon แต่อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกว่า มื้อฝรั่งเศสสุดหรูที่เพิ่งกลืนลงท้องไปนั้นดูยังจะไม่ค่อยฟิตกับก็ท้องผมเท่าไรนัก ดีที่โชคยังเข้าข้าง ดันแอบเหลือบไปเห็นถุงขนมปังบนรถเลยหยิมมาซัดซะหมดถุง เหมือนสววรค์ทรงโปรดให้ท้องของผมสบายไปอีกอย่างน้อยๆก็ 2 ชั่วโมง ในระหว่างการเดินทางไปยังเมืองถัดไป : )

“มอดินแดง” และ ไอติมลาเวนเดอร์


ถนนลาดยางสีเทาที่คดเคี้ยวไปมา ภูเขาลูกเล็กลูกน้อยเรียงตัวสลับกันอย่างลงตัว และทุ่งสีเขียวขจีที่กว้างใหญ่แบบ 360 องศาระหว่างทาง ยังไม่สามารถเรียกความสนใจของพวกเราได้เท่าไรนัก ดูเหมือนว่าทุกๆคนจะตั้งใจมองหาทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงครามซะเป็นหลัก เพราะอะไรน่ะหรือ ?  ก็เพราะว่าการมาโพรวองส์ถ้าไม่ได้ถ่ายรูปกับทุ่งลาเวนเดอร์ที่ใหญ่สุดลูกหูลูกตาแล้วใครจะเชื่อว่ามาโพรวองส์ จริงไหม ?? งานนี้แม้ว่าทุกคนจะเปิดเรด้ากันเต็มที่แต่ก็ยังไม่พบทุ่งลาเวนเดอร์ที่บานเต็มๆและมีขนาดใหญ่มากพอที่จะทำให้คนเชื่อได้ว่าเราได้มาถึงโพรว้องส์กันแล้ว และทริปนี้เหมือนถูกสาปเพราะเวลาที่ทุกคนว่างพร้อมกันมันยังไม่ถึงเวลาที่ลาเวนเดอร์นั้นจะบานเต็มที่ หากโชคดีก็อาจจะเจอทุ่งที่บานก่อนชาวบ้าน แต่คงมีโอกาสน้อย  เพราะฉนั้นหากใครจะมาเที่ยวโพรว้องส์กรุณาศึกษาให้ดีก่อนว่า ลาเวนเดอร์มันบานเต็มที่ช่วงไหน มิฉนั้นอาจจะเสียเที่ยวเป็นได้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ต้องบินตรงมาจากเมืองไทย

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงหลังจากการตามหาทุ่งลาเวนเดอร์ประสบความล้มเหลว  เราก็มาถึงเมือง Rosillon อันเป็นที่ตั้งของแพะเมืองผีในแบฉบับชาวฝรั่งเศส เจ้านี่มีชื่อว่า Sentier de L’Ocres  เป็นเนินดินสีแดงที่ถูกกัดเซาะโดยธรรมชาติจนเกิดเป็นรูปร่างต่างๆนานา คล้ายๆกับ แพะเมืองผี จ.แพร่ หรือ กองแลน ที่อ.ปาย ส่วนผมขอตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า “มอดินแดง” เช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่เด็กๆในพิ้นที่มักจะเรียกกันว่า มอดินแดง เพราะมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้นตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นเนินเขาและเต็มไปด้วยดินสีแดงเลยกลายมาเป็นที่มาของชื่อ ซึ่งในภาษาอีสาน “มอดินแดง” (มอ แปลว่า เนิน) เมื่อนำมาประกอบกันจึงแปลว่า เนินดินแดง นั่นเอง

เมือง Rosillon นั้นเต็มไปด้วยดินสีแดง  บ้านเรือนทุกหลังก็มักจะถูกสร้างด้วยดินสีแดงเช่นกัน ผมมองแล้วมันคล้ายๆกับบ้านดินของชาวจีนยูนานที่ อ.ปาย บ้านเราแต่มันเป็นเวอร์ชั่นที่อัพเกรดแล้วนั่นเอง  ผมและเพื่อนต่างออกมายืดเส้นยืดสายหลังจากนั่งเวียนหัวอยู่บนรถมาเป็นชั่วโมงเนื่องจากทางขึ้นมาที่เมือง Rosillon นั้นเป็นทางขึ้นเขาที่คดเคี้ยวพอสมควร

ไม่นานหลังจากยืดเส้นยืดสายเสร็จ พวกเราจึงเริ่มแยกย้ายสำรวจพื้นที่ใกล้เคียงว่ามีอะไรให้เที่ยวชมบ้าง สิ่งแรกที่ใกล้ตัวที่สุดจากลานจอดรถก็คือ Sentier de L’Ocres เจ้าผาแดงสูงชันที่ตั้งอยู่ตรงหน้าของเรา  ผมเดินตามตูดกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสไปตามทางที่จะขึ้นไปยังจุดชมวิว และ ณ จุดนี้ท้องของผมก็เริ่มทำงานอีกครั้ง ผมจึงแวะที่ร้านคาเฟ่ตรงบริเวณทางขึ้นจุดชมวิวก่อน

ร้าน Cafe de L’Ocier เป็นร้านอาหารเพียงร้านเดียวที่ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้น ผมจึงไม่รอช้ารีบจ้ำเข้าไปสำรวจว่าที่นี่มีอะไรแปลกๆให้กินบ้าง  จนไปสะดุดกับตู้ไอติม ที่มีไอติมแบบ homemade อยู่เต็มตู้และมีไอติมรสแปลกๆให้เลือกลิ้มลองมากมาย และตอนนี้เองที่ผมผมสังเกตุเห็นว่าของที่เป็นซิกเนเจอร์ที่นี่มักจะมีลาเวนเดอร์เข้าไปมีส่วนร่วมซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะขนาดไอติมยังมีรสลาเวนเดอร์ !!การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ยากนัก ผมไม่รอช้าจัดไปหนึ่งเป็น รสมะพร้าวเนยถั่ว ! ใช่ครับรสมะพร้าวเนยถั่ว  ถามว่าทำไม่ไม่ลองลาเวนเดอร์ อันนี้ต้องบอกตรงๆว่าจินตนาการของผมกับลาเวนเดอร์นั้นค่อนข้างจะแปลกสักนิด สำหรับผมถ้าเอามาทำเครื่องหอมผมว่ามันดีทีเดียว เลยล่ะ แต่ถ้าจะเอาไปใส่ของกินนี่ จินตนาการของผมมันดันไปตรงกับกลิ่นของน้ำยาล้างห้องน้ำยี่ห้อหนึ่ง เลยเป็นเหตุผลที่ผมไม่สั่งรสลาเวนเดอร์ แต่กระนั้นก็ยังมีบุญวาสนาได้ลองเนื่องจากพี่ป้อง หนึ่งในผู้ร่วมทริปจัดไปหนึ่งถ้วย  ผลจากการทดสอบของพี่ป้องนางบอกว่าหอมอร่อยได้กลิ่นแท้จากลาเวนเดอร์ของโพรว้องส์  ส่วนผมขอชิมไปคำนึง……สรุปว่ามันก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิดO_o

มอดินแดง  ตึกดินแดง  ลาเวนเดอร์ และค่าเฟ่มอดินแดง

มอดินแดง ตึกดินแดง ลาเวนเดอร์ และค่าเฟ่มอดินแดง

ใกล้ๆกันนั้นมีร้านจำหน่ายของที่ระทึกสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย และนั่นคือสวรรค์สำหรับคนชอบสะสมโปสการ์ดอย่างผม ผมเดินเข้าร้านพร้อมกับเริ่มสำรวจดูโปสการ์ดตามซุ้มต่างๆ ที่มีให้เลือกหลากหลายแบบ ส่วนใหญ่มักจะเป็นภาพของขึ้นชื่อของเมืองโพรว้องส์ เช่น ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ปราสาท หรือเมืองขึ้นชื่อแถบนั้น มีให้เลือกหลากหลายทั้งภาพถ่าย ภาพวาด ฯลฯ เต็มไปหมด  ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องบอกให้รู้ก่อนว่าโปสการ์ดทีขายกันในยุโรปราคามันเหมือนดั่งทอง คือที่ราคาถูกๆพอจะซื้อในจำนวนเยอะๆได้นี่มันห่วยแตกมาก ถ้าอยากได้สวยๆ ซื้อไม่กี่ใบนี่ราคาฟาดข้าวดีๆได้มือนึงเลยทีเดียว

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบสะสมโปสการ์ดแทนที่จะเป็นแม่เหล็กติดตู้เย็นเหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ ส่วนตัวที่ชอบเพราะว่าสามารถซื้อได้หลายใบในราคาที่ถูกกว่าแม่เหล็กและมันก็สามารถเก็บความทรงจำได้หลากหลายกว่าด้วยภาพถ่ายที่มีหลายๆสถานที่เข้าด้วยกัน วันดีคืนดีหยิบมาดูก็ยังได้หวนนึกว่าเออเราได้ไปที่นั่นที่นี่มาแล้วบรรยากาศเป็นแบบนี้…แบบนี้นะ… อะไรทำนองนี้

ไอติมพิ้นเมือง  มอดินแดง และโปสการ์ดที่ระทึก

ไอติมพิ้นเมือง มอดินแดง และโปสการ์ดที่ระทึก

หมู่บ้านแดง


 เป้าหมายต่อไปคือหมู่บ้านแดง… อ่ะๆๆ ไม่ใช่ที่อยู่อุดรนะครับอย่าจำสับสน  ที่ Rosillon นี่ผมตั้งให้เป็นหมู่บ้านแดงเนื่องจากทุกอย่างมันแดงไปหมด และนั่นเป็นเพราะทุกอย่างมันสร้างมาจากดินสีแดงจนทำให้ทั้งเมืองเวลาถ่ายรูปออกมาภาพมันเลยแดงไปหมด T.T  เมืองนี้นับว่าเป็นเมืองเก่าเก๋ๆอีกที่นึงเลยครับโดยทั่วไปผังเมืองก็จะเหมือนๆกับที่อื่นๆในยุโรป คือมีโบสถ์ มีตลาด ซึ่งโบสถ์เนี่ยถ้าไม่อยู่กลางเมืองก็ต้องอยู่จุดที่สูงที่สุดของพื้นที่ มีจตุรัสส่วนใหญ่จะอยู่กลางเมืองใกล้ตลาด ที่เหลือก็จะเป็นตรอกซอกซอยเล็กๆบ้านช่องของชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวนั้น

หมู่บ้านแดงนับว่าเป็นที่ๆคึกคักพอสมควรมีนักท่องเที่ยวมีทัวร์มาลงบ้างแต่ไม่ถึงกับล้นจนเหยีบกันตายเหมือนบ้านเรา ที่นี่ยังพอมีนักท่องเที่ยวให้คึกคักแต่ก็ไม่ถึงเสียความเป็นส่วนตัวระหว่างเดินเล่นภายในเมือง  นอกจากนี้ภายในเมืองยังมีร้านอาหารร้านค้าให้เลือกซื้อของฝากมากมาย ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์โอท๊อป โดยเฉพาะพวกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลาเวนเดอร์ ทั้งเครื่องสำอางค์ สบู่ ก้อนหอมนานาชนิด แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะดึงดูดผมได้ดีที่สุดคือร้านขายของเก่าหรือพวกของชำร่วยทำมือ เช่นพวกตุ๊กตา โมบาย หรือพวกของใช้ประจำวันอย่างเช่น กระเป๋า ฯลฯ ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันทำให้ที่นี่ดูคลาสสิคและมีจุดเด่นเป็นของตัวเองมากอย่างบอกไม่ถูก

สินค้าโอท๊อป

สินค้าโอท๊อป

ผมเดินวนไปมาอยู่หลายรอบถ่ายรูปนั่นโน่นนี่ไปหลายตลบเพราะช่วงที่ไปนั้นเป็นช่วงที่เริ่มจะเย็นแล้วและแสงก็กำลังอยู่ในช่วงที่เรียกว่า Golden hour ถ่ายอะไรก็สวยไปหมด โดยเฉพาะแสงแดดตอนเย็นๆที่กระทบกับบ้านดินสีแดงตัดสลับกับสีเขียวของเถาว์วัลย์ที่ชาวบ้านปลูกไว้ประดับตัวบ้านนี่มองแล้วมันช่างคลาสสิคเกินกว่าจะหาคำบรรยายได้จริงๆนะ ทุกสิ่งอย่างในที่นี้ให้ความรู้สึกสงบและเป็นหนึ่งเดียวจริงๆ ยังเคยคิดว่าถ้ามีสตางค์เยอะก็ว่าจะรวบรวมกลุ่มเพื่อนๆหรือคนที่คิดเหมือนๆกันไปหาซื้อที่ทำหมู่บ้านแบบนี้อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนบ้าง สร้างเอกลักษณ์ชุมชน มีการบริหารจัดการที่ดีๆเหมือนที่สวิส ทั้งเรื่องความปลอดภัย และคนอยู่ที่เน้นจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมเป็นหลัก ส่วนตอนนี้ก็ฝันกลางวันไปพลางๆก่อน

ร้านค้าหมู่บ้านแดง

ร้านค้าหมู่บ้านแดง

และแล้วก็หมดไปอีกวันหนึ่งกับ Rosillon หมู่บ้านแดงแห่งแค้วนโพรว้องส์ จบทริปด้วยความอิ่มเอิบใจจากบรรยากาศของเมืองเล็กๆแห่งนี้ แล้วพวกเราก็ขับรถกลับบ้านพักที่ Verdon ส่วนเป้าหมายของพรุ่งนี้ก็คือเมือง Godes และแน่นอนภาระกิจตามหาทุ่งลาเวนเดอร์ของเราก็ยังไม่จบเช่นกัน !! โปรดติดตามตอนต่อไป

7th sense

Creative Commons License
❝ไอดิน กับ กลิ่นลาเวนเดอร์❞ ตอนที่ 2 by 7th sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
Based on a work at 7eventhsense.com.