❝ไอดิน กับ กลิ่นลาเวนเดอร์❞ ตอนที่ 1


หลังจากฤดูใบไม้ผลิและเมฆฝนที่หนาวเย็นได้ผ่านพ้นไปก็ได้เวลาของฤดูร้อน ซึ่งเป็นฤดูที่ทุกคนใฝ่ฝัน เพราะนอกจากจะได้รับแสงแดดและบรรยากาศที่อบอุ่นขึ้นแล้วหน้าร้อนยังเป็นฤดูที่ต้นไม้ใบหญ้าต่างๆออกดอกออกใบหลากสี จนปรากฎให้เราได้เห็นไม่ต่างจากรูปวาดคลาสสิคในพิพิธภัณธ์เลยก็ว่าได้  ร้อนนี้เลยขอหลบพักเปลี่ยนบรยากาศออกจากสวิสไปพักร้อนริมทะเลสาบในเมืองที่ชื่อว่า Aix en Provence ทางตอนใต้ฝรั่งเศส หากใครไม่คุ้น ที่นี่คือแหล่งลาเวนเดอร์ชั้นดี มีบ้านเรือนสีส้มที่เป็นเอกลักษณ์ และแน่นอนเป็นต้นกำเนิดของเครื่องสำอาง L’occitane

ครั้งนี้ผมไม่ได้เอาปุ๊กลุ๊กมาด้วยมีแต่น้องนิคเท่านั้นที่ติดตามมาเนื่องจากเป็นทริปที่มากับผองเพื่อนผมเลยไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากนัก แต่ถึงยังไงก็ยังมีภาพสวยๆมาฝากกันเช่นเคย

ปลายฤดูใบไม้ผลิที่ Provence


พวกเราเช่ารถตู้ออกจาก Geneva ไปยังเมือง Aix ซึ่งอยู่ทางใต้ของฝรั่งเศส หลังจากใช้เวลาไป 4 ชั่วโมงกว่า (ไม่นับรายทาง) ที่ต้องนั่งตูดบานอยู่บนรถเราก็เริ่มเข้าเขต Provence สังเกตได้ทันทีเมื่อเริ่มเห็นทุ่งลาเวนเดอร์ที่กำลังจะเริ่มบานในช่วงหน้าร้อนของที่ีนี่  หากใครไปถูกจังหวะพอดีก็จะได้พบกับลาเวนเดอร์ที่กำลังบานเต็มที่สวยงามทีเดียว  ความจริงในสวิสก็มีลาเวนเดอร์เหมือนกันหรือแม้แต่ในเขตอื่นๆของฝรั่งเศสก็มี แต่ผมรุ้สึกว่าลาเวนเดอร์ที่ Provence มันหอมยิ่งกว่าที่อื่นๆ  ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพื้นที่ๆปลูกหรือพันธ์ุที่แตกต่างก็เป็นได้ ส่วนตัวผมสังเกตว่าลาเวนเดอร์ที่ Provence นั้น เวลาที่เราเดินเขาไปใกล้ๆก็มักจะได้กลิ่นหอมมาแต่ไกล แต่ถ้าหากเป็นลาเวนเดอร์ที่อื่นมักจะต้องเอามาขยี้ก่อนถึงจะส่งกลิ่นหอมออกมา

ระหว่างเดินทางพวกเราได้ขับรถผ่านเมืองหลายเมือง ทั้งเมืองใหญ่เมืองเล็ก สำหรับผมเมืองใหญ่ๆอย่างปารีสนั้นค่อนข้างวุ่นวายและไม่ค่อยโรแมนติกอย่างที่เขาว่ากันสักเท่าไร อาจจะคงเป็นเพราะคนเยอะนักท่องเที่ยวล้นและค่อนข้างสรกปก  ส่วนผมเองกลับติดใจเสน่ห์ของเมืองเล็กๆที่นี่มากกว่า ผมว่ามันให้บรรยากาศที่พิเศษอบอุ่นเหมือนอยู่ช่าเลย์สวิสแต่เพิ่มความคลาสสิคลงไปหน่อยๆ บ้านเรือนดูกระทัดรัดและไม่เบียดเสียดมากเกินไปนัก  บ้านเรือนที่นี่ส่วนใหญ่สร้างจากหินและบางที่ก็สร้างจากหินอ่อนสีครีมดูแล้วสบายตา  เวลาที่นั่งรถไปเปิดหน้าต่างมองดูวิวข้างทางไปในขณะที่รถวิ่ง  บวกกับลมเย็นๆที่ปะทะใยหน้าของเรามันช่างเแ็นอะไรที่มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หากคุณอยากนั่งคิดถึงใครสักคน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะมากหรือถ้าคนที่คุณคิดถึงนั่งอยู่ข้างๆด้วยละก็  ผมบอกได้เลยว่าความโรแมนติกที่เราได้แต่ฝันถึงมันจะไม่ได้มีอยู่แค่ในนิยายอีกต่อไป ว่าแล้วก็จัดไปสักหนึ่งบท

PROVANCE_POET

จากเมือง Manosque เราเดินทางต่อไปยังบ้านพักของเราที่เมือง Esparron de Verdon ซึ่งอยู่ถัดไปทางขวาของเมือง Aix รถของเราค่อยๆลัดเลาะไปตามทางเล็กๆบริเวณไหล่เขา ที่ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยไทม์และโรสแมรี่  สมุนไพรที่เราใช้ปรุงอาหารกันนั่นเอง ในระหว่างที่ขับรถไปอย่างช้าๆเนื่องจากถนนที่ค่อนข้างแคบ ทำให้พลขับกิติมาศักดิ์ของเราต้องเบียดข้างทางเป็นระยะๆ จนไปทับเอาเจ้าพวกต้นสมุนไพรต่างๆเข้า และนั่นเองทำให้ผมรู้ว่าสมุนไพรที่นี่กลิ่นหอมเอามากๆ เพระกลิ่นของมันตลบอบอวลขึ้นมาถึงในรถเลยทีเดียว อันเนื่องมาจากยางรถของเราไปทับเข้า

หลังจากลัดเลาะไหล่เขามาได้สักระยะพวกเราก็ได้พบกับวิวสุดอลังการอย่าง Lac d’Esparron ซึ่งเป็นทะเลสาบสีเขียวมรกตอยู่ทางด้านขวาของรถเรา งานนี้ทุกคนพร้อมใจกันหยุดรถขอลงไปชักภาพกันสักสองสามภาพบริเวณจุดชมวิวเหนือเขื่อน  เพราะอดใจไม่ไหวกับวิวสวยๆตามแบบฉบับ Provence   ทะเลสาบที่ล้อมรอบไปด้วยผาหินสีขาวขนาดยักษ์ ต้นสมุนไพรสีเขียวนานาชนิดขึ้นแซมระหว่างซอกหินทำให้ผาหินใหญ่ๆเหล่านั้นไม่ดูขึงขังจนเกินไป

ESPARRON_TOWN

เมือง Esparron du Verdon

ไม่นานรถของเราก็เลี้ยวเข้ามาในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมูบ้านที่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่เปิดให้เช่าเป็นที่พักตากอากาศ  พวกเราขับรถขึ้นเนินมาสักระยะก็มาถึงบ้านพัก  บ้านของเราตั้งอยู่บนเนินเขาไม่ไกลจากทะเลสาบ มีสนามเทนนิสอยู่ห่างไปนิดหน่อย และสำคัญที่สุดคือเราสามารถเดินลงไปยังท่าน้ำเล็กๆทางด้านล่างของบ้านพักแล้วเอาเรือออกไปล่องทะเลสาบได้เลย  เมื่อถึงที่หมายทุกคนเริ่มทยอยขนสำภาระเข้าไปในบ้าน บ้านที่ผมถึงกับตะลึงเมื่อเทียบความใหญ่โตสะดวกสบายกับราคาค่าเช่า ทั้งหมดนี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆ

บ้านของเราแบ่งเป็นสองปีก ปีกแรกมีสองชั้นเป็นส่วนของห้องนั่งเล่น,ครัว และมุมพักผ่อนบนชั้นลอย พื้นที่ส่วนนี้ถูกจัดไว้อย่างสวยงามแม้จะใหญ่โตแต่ก็ยังให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง โซฟาสีอ่อนและเก้าอี้หวาย  ทำให้โทนของห้องดูไม่แข็งเกินไป รวมถึงเตาผิงบริเวณห้องนั่งเล่นยิ่งทำให้ดูอบบอุ่นเป็นกันเองมากขึ้นแม้ว่าเราจะไม่มีโอกาสได้จุดไฟกันก็ตาม  ส่วนปีกที่สองเป็นห้องนอนทั้งหมดสี่ห้อง ตกแต่งด้วยโทนสีแบบเอิรท์โทนตัดกับสีเข้มเข้ากับบ้านและบริเวณแวดล้อมอย่างดี ขั้นกลางระหว่างปีกซ้ายและขวาคือระเบียงขนาดใหญ่ที่มีไว้สำหรับ BBQ หรือทำกิจกรรมอื่นๆได้สบายๆ ซึ่งบนระเบียงนี้สามารถมองเห็นทะเลสาบ และหน้าผาฝั่งตรงข้ามได้อย่างชัดเจน

บ้านสีส้มและห้องนอนในโทนเดียวกัน

หน้าบ้าน,หลังบ้าน และ ห้องนอน

เมื่อสำรวจบ้านและจับจองที่หลับที่นอนกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ไม่รอช้า รีบเดินจ้ำเท้าเดินกันลงไปยังด้านล่างของเนินเขาเพื่อไปยัง Lac d’Esparron ทะเลสาบสีเขียวมรกต  ด้วยหวังว่าจะได้ปั่นเรือถีบกันสักรอบสองรอบ

พวกเราเดินผ่านทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินเล็กๆที่ถูกนำมาสร้างเป็นบันไดเพื่อลงไปยังทะเลสาบ เสียงกรุ๊กกริ๊กของแผ่นหินเวลาที่เท้าของพวกเราเหยียบลงไปนั้น ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขราวกับได้ยินท่วงทำนองที่ไพเราะ ว่าแล้วก็นึกถึงพวกเราชาวกรุง  ตั้งแต่ตื่นนอนมาก็ได้ยินแต่เสียงรถเสียงราเสียงเครื่องยนต์ ไซต์ก่อนสร้าง บลาๆๆๆ จนกระทั่งจะนอนก็ยังได้มีเสียงคอมเพรสเซอร์แอร์ดังอยู่ข้างๆห้อง และเราอยู่กันอย่างนี้จนชินชาเหมือนไม่รู้สึกไม่ได้ยินอะไร   แต่พอมาที่น่ีทุกสิ่งอย่างเงียบสงบจนคุณสามารถได้ยินเสียงของธรรมชาติ และเมื่อคุณได้ยิน มันจะเหมือนกับว่าคุณกำลังได้ฟังดนตรีอันไพอะไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

ไม่นานนักพวกเราก็ลงมาถึงทะเลสาบซึ่งเป็นท่าจอดเรือของชาวบ้านที่นี่  มีเรือหลายชนิดมากมายจอดอยู่ที่นี่ทั้งเรือยนต์, เรือพาย, เรือถีบ แต่ละลำก็จะมีหมายเลขกำกับตรงที่ผูกและถูกล๊อคเอาไว้ด้วยกลอนกับโซ่เล็กๆดูน่ารักดี  น่าเสียดายอันที่จริงพวกเรามีเรือจอดอยู่ในโรงรถบนบ้านเนินเขาแต่ไม่สามารถลากเรือลงมายังทะเลสาบได้  พวกเราจึงขอเช่าเรือถีบจากบ้านข้างๆ ในราคาถูก ซึ่งจอดรอไว้อยู่แล้วที่ท่าเรือแทน

อากาศนั้นที่นั่นกำลังอุ่นๆไม่ร้อนเกินไปนัก  แต่ทันทีที่ขาของเราแตะน้ำเท่านั้นก็รู้ว่าน้ำมันเย็นมากกกกก กระนั้นด้วยความเห่อของเพื่อนๆบางคนที่อยากเล่นน้ำก็เลยมีสมาชิกสมัครใจกระโดดลงจากเรืออยู่สองสามคน และครั้งนั้นยังเป็นการปั่นเรือถีบที่ทรมาณขาที่สุดด้วย เพราะจำนวนของสมาชิกเกือบสิบคนที่ขึ้นไปอัดกันอยู่บนเรือทำให้เรือจมซะจนน้ำเกือบจะเข้าเรือ ถึงอย่างนั้นก็ยังปั่นกันไปได้ (10 เมตร) เราจึงต้องวนเรือกลับมาเพื่อส่งสมาชิกบางส่วนลงก่อนเพราะเรือมันถีบไม่ไปO_o

ทะเลสาบสีเขียวมรกต บริเวณใกล้บ้านพัก

ทะเลสาบสีเขียวมรกต บริเวณใกล้บ้านพัก

เสร็จจากการปั่นเรือถีบพวกเราก็กลับขึ้นมายังบ้านพักเพื่ออาบน้ำล้างตัวให้สดชื่นและเตรียมพร้อมสำหรับมื้อเย็นที่กำลังจะมาถึง หลายคนแบ่งหน้าที่ไปตามความถนัด (แม่)เมี่ยว ซ้อ7 ท๊อป และหมวย อยู่ส่วนครัวกำลังเตรียมอาหารมื้อเย็น ผมและพี่นัต(หัวหน้าแก๊งค์) เราไปตามล่าหาเสบียงและเครื่องดื่มในเมือง ส่วนเจ้าแม่พิธีการอย่างพี่มินต์ก็กำลังบรรจงตกแต่งโต๊ะอาหารให้สวยงาม ในขณะน้องยอดออกไปชื่นชมธรรมชาติเพียงลำพัง และน้องเจี๊ยบกำลังปลีกวิเวก Skype เวิ่นเว่อกับหนุ่มที่สวีเดนอย่างไม่ลับและไม่แคร์อยู่ในห้องนอนของตัวเอง จนหลายคนสงสัยว่ามันมาเที่ยวด้วยกันหรือเปล่า

หลังจากกลับมาจากการตามล่าหาเสบียงก็ถึงเวลาที่ต้องตั้งเตา BBQ กัน ผมเองเป็นโต้โผในการย่าง BBQ มีลูกมือเป็น(แม่)เมี่ยวและซ้อ7มาช่วยกันปิ้งย่างอีกแรง ผมเริ่มตั้งเตา(ไฟฟ้า)บริเวณเตาถ่านที่มีปล่องไฟทำไว้อย่างสวยงามและเริ่มย่างเนื้อก่อน ไม่นานนักกลิ่นหอมของเนื้อย่างนานาชนิดก็เริ่มเตะจมูกสมาชิกคนอื่นๆให้มารวมตัวกันที่ระเบียงบ้าน

ส่วนทางพี่มิ้นต์ก็จัดโต๊ะจนเกือเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างตื่นตาตื่นใจกับการตกแต่งโต๊ะของพี่มิ้นต์ ผมเองก็ไม่แปลกใจเพราะส่วนใหญ่เวลาเราไปเที่ยวกันก็จะง่ายๆ ปักหลักบนหาดสักที่ โหลดเบียร์ กิน กิน และกิน เรื่องของความสวยงามหรือการสร้างบรรยากาศในการกินนั้นมักจะไม่ค่อยมี แต่ครั้งนี้ทำให้ผมเข้าใจลึ้กซึ้งถึงคำว่า “ดินเนอร์” อย่างแจ่มแจ้ง โต๊ะที่ถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้พื้นเมือง เทียนสีขาวสำหรับแสงสว่างอันแสนโรแมนติก จานข้าวสีขาวสะอาดดูสบายตา ช้อนส้อมสีเงินที่มัดด้วยริ้บบิ้นสี Pastel อ่อนๆ วางทับบนกระดาษเช็ดปากสีขาว ผมว่าสิ่งเหล่านี้หาไม่ค่อยได้ง่ายนักถ้่าไม่ใช่โรงแรมหรืองานแต่งงาน การตกแต่งประดับประดาแบบนี้เราคงไม่ได้เห็นกันแน่นอน ผมถือว่านี่เองที่เป็นสิ่งที่ทำให้คำว่า “เดินเน่อร์” นั้นสมบูรณ์นอกเหนือจากอาหารอร่อยๆ สิ่งเหล่านี้มันแสดงให้เห็นว่าคนที่จัดเตรียมนั้นตั้งใจอยากให้คนที่อยู่บนโต๊ะอาหารนั้นได้รับความสุขเวลาทานอาหารยิ่งความสวยงามความประณีตมากเท่าไรก็ยิ่งแสดงความตั้งใจของคนทำเท่านั้น

แม่เมี่ยว BBQ, พี่มิ้นต์ที่กำลังขมักเขม่นกับการจัดโต๊ะ

แม่เมี่ยว BBQ, พี่มิ้นต์ที่กำลังขมักเขม่นกับการจัดโต๊ะ

เย็นวันนั้นทุกคนต่างอิ่มเอมกับอาหารอร่อยจากฝีมือของทุกคนท่ามกลางบรรยากาศดีๆใต้แสงเทียนบนโต๊ะอาหาร  รวมถึงบทสนทนาที่ออกรสออกชาตกันอย่างไม่มีปิดบัง  ต่างคนต่างสนุกสนานกับดินเนอร์ราวกับว่ามันไม่มีที่สิ้นสุด  นึกแล้วก็ย้อนกลับมามองชีวิตแบบคนเมืองของเราเวลากินข้างก็จะนัดกินกันข้างนอกตามร้านบ้าง ห้างบ้าง  ถ้าร้านอร่อยมากคนก็พลุกพล่าน บางที่ถึงกับแทบจะเหยียบกันก็มี ผมรู้สึกว่าก็ไปกินข้าว ก็อร่อย ก็สนุกบ้าง แต่พอกลับมาบ้านผมก็รู้สึกว่ามันก็แค่งั้นๆหรือดีหน่อยก็สนุกดีแต่ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับผู้ร่วมโต๊ะสักเท่าไร ผมว่าการที่เราได้ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างเช่นการทำอาหารด้วยกันการช่วยกันเก็บทำความสะอาดหรืออะไรทำนองนี้มันทำให้เราได้คุยกันมากขึ้น ได้รับรู้ความสุขความทุกข์ของกันและกันมากขึ้นและผมว่าที่แจ่มที่สุด(นอกจากการได้เมาท์เพื่อนๆที่ไม่ได้มา) คือมันทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดี ว่างๆเพื่อนๆลองนัดสมาชิกๆที่สนิทๆกันมาทำแบบนี้กันดู ผมว่ามันเป็นอะไรที่เก๋มากถึงมากที่สุด เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้กับเพื่อนคุณจะใช้กับคนที่คุณรักก็ได้ ผมว่ามันทำให้เราผูกพันกันมากขึ้นจริงๆนะ

7th sense

Creative Commons License
❝ไอดิน กับ กลิ่นลาเวนเดอร์❞ ตอนที่ 1 by 7th sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.
Based on a work at http://7eventhsense.com.
Permissions beyond the scope of this license may be available at http://7eventhsense.com.