❝ท้องฟ้า ภูเขา ทะเลสาบ❞ ตอนที่ 3


ต่อจากตอนที่แล้วหลังจากเราบอกลาเจ้ารูหินมหัศจรรย์ไปแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องจ้ำๆๆอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะกลับลงไปยังสถานีกระเช้าชั้นล่างสุดที่ชื่อว่า Foppa ที่ระดับ 1420m หากใครจำไม่ได้ตอนนแรกเราขึ้นกระเช้ามา 3 ต่อมาลงที่ Casson ซึ่งสูง 2675m งานนี้ถือว่าเหนื่อยครับแม้จะเดินลงก็ตามแต่การเดินลงบนความต่างระดับที่มากกว่า 1000m มันไม่หมูใครข้อเข่าไม่ดีหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกายรับรองว่าได้ปวดเข่าไปอีก 3 -4 วันแน่ๆ แต่ว่าฮ่าๆ ผมและว่าที่ดร.คู่หูเราเตรียมพร้อมทุกคนใส่ knee support มากันเรียบร้อยเพื่อลดแรงของการใช้เข่า หากใครชอบเดินเขาจริงจังหรือไปเดินเล่นผมก็แนะนำว่าควรจะหามาใส่จะดีกว่าเพื่อเป็นการรักษาให้เรามีเข่าสุขภาพไว้ปีนต่อๆไป

❝ของจำเป็น❞


เอาล่ะงานนี้เนื่องจากเราไม่ได้เดินตามแผนที่กันนักเพราะเดินตัดทางมาค่อนข้างเยอะ ผมคิดเล่นๆหากพื้นที่มีต้นไม้เยอะเราคงไม่กล้าออกนอกเส้นทางเท่าไรนัก แต่เจ้าภูเขาลูกนี้มันโล่งสุดลูกหูลูกตาทำให้เรามองเห็นจุดหมายปลายทางได้เลย แต่ก็อย่างว่ามันมาพร้อมภาพหลอน หลอนจนเดินผิด T.T  ผมกับว่าที่ดร.คู่หูเราเดินข้ามธารน้ำมาหลายเส้น ตอนนี้ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดผมท้องไส้ของผมมันเริ่มปั่นป่วนขึ้นมา นึกในใจชิบหายละ ! นอกจากจะไม่มีห้องน้ำแล้วอีภูเขาบ้านี่ยังเสือกโล่งจนคนที่อยู่ห่างไปเป็นกิโลยังมองเห็น ในขณะที่ผมกำลังใช้ความคิดว่าจะเอายังไงกับเรื่องนี้ดีข้าศึกก็ได้บุกประชิดพระนครเสียแล้ว เลยกะว่างานนี้เอาก็เอามันตรงนี้ละวะ ผมหันไปถามว่าที่ดร.คู่หูว่าเคยมีประสบการณ์แบบเดียวกันหรือไม่ ฮีตอบกลับมาทันทีว่าเคยอย่างไม่ลังเล เอาวะไหนๆผมก็ไม่ใช่คนแรกบนโลกที่จะทำอะไรแบบนี้ ก็เลยตัดสินใจว่าจะต้องทำการลดจำนวนข้าศึกแถวนี้ละกันและเดชะบุญถัดไปประมาณห้าเมตรมีก้อนหินใหญ่ๆอยู่ก้อนนึง ดูจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี ผมเลยไปตั้งรับศึกที่ตรงนั้นในระหว่างที่ว่าที่ดร.คู่หูก็เดินถ่ายรูปไปตามเรื่องตามราว งานนี้ถึงกับต้องยืมกระดาษชำระจากคู่หูเนื่องจากผมมักไม่ค่อยเตรียมอะไรไปมากนัก ไม่งั้นคงต้องลงไปชำระกันในแหล่งต้นน้ำของ Valser น้ำแร่คุณภาพของสวิสซะแล้ว งานนี้ทำให้ผมตระหนักอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือ กระดาษชำระเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเดินเขาและอย่างที่สองการที่จะดื่มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่สวิสก็คงต้องคิดเป็นสองเท่า : ) ความจริงผมมารู้ทีหลังว่าเค้ามีกฎสำหรับนักเดินเขาที่ต้องการจะทำธุระส่วนตัวคือต้องห่างจากแหล่งน้ำหรือที่อาศัย 300m สำหรับเบาและ 500m สำหรับหนัก คิดภาพง่ายๆถ้าข้าศึกเกิดบุกกลางดึกขึ้นมาคุณต้องออกไปลดจำนวนข้าศึกห่างจากเต้นท์ของคุณถึง 500m ท่ามกลางอากาศหนาว บอกตรงๆว่าผมนับถือพวกที่ไปปีน Everest กันจริงๆ

เอาล่ะ หลังจากลดจำนวนข้าศึกป็นที่เรียบร้อยเราก็เดินทางกันต่อไปตามเส้นทางน้ำไปเรื่อยๆ เสียงน้ำที่ไหลดังคลอไปตลอดทางที่เราเดินนั้นทำให้การเดินทางของเราไม่เงียบเหงาเกินไปนัก เราเดินผ่านทุ่งหญ้าและทุ่งหินมาพอสมควรและตอนนี้เริ่มกลับเข้าเส้นทางเดินเขาหลักตามแผนที่แล้วทำให้การเดินทางของเราเพิ่มสปีดขึ้นมาได้อีกนิดนึงเพราะทางเดินสะดวกขึ้น และในสุดเราก็เดินมาถึงสุดทางน้ำซึ่งเป็นซอกหินขนาดยักษ์ซึ่งถูกน้ำที่ไหลมาจากธานน้ำแข็งกัดเซาะจนกลายเป็นปติมากรรมธรรมชาติขนาดย่อมๆ พอที่จะทำให้เราสองคนได้ชื่นชมและคลายความเหนื่อยจากการเดินทางไปได้บ้าง อีกอย่างสุดทางเดินจะเป็นหน้าผาทำให้เรามองเห็นพื้นที่อีกด้านของภูเขาได้อย่างชัดเจน จากจุดนี้ผมสามารถมองเห็น Caumasee (อ่านว่า “เคามาเซ”) ได้ลางๆ ซึ่งที่นั่นจะเป็นที่ๆเราจะแวะลงไปตอนขากลับ ตรงจุดนี้เราก็พบกับคุณลุงและคุณป้าชาวสวิสที่กำลังชมวิวอยู่บริเวณผาหิน แต่งานนี้เราสองคนไม่ขอชมวิวนานนัก เพราะภาพทะเลสาบสีฟ้าใสท่ามกลางดงสนเขียวขจีเริ่มผุดขึ้นมาในหัวของเราสองคนซะแล้ว เวลาไม่รอช้าดังนั้นผมกับว่าที่ดร.คู่หูต่างเร่งฝีเท้ากันเต็มที่เพื่อจะลงไป Caumasee ให้เร็วที่สุด บอกตรงๆณ จุดนี้ผมอยากจะกระโดดน้ำให้มันหายร้อนไปซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ผมจะขอสาธยายให้ฟังสักหน่อยเป็นบุญแก่ท่านๆทั้งหลายแล้วกัน สวิสถึงแม้จะเป็นเมืองหนาวแต่หน้าร้อนมันก็ไม่ต่างจากกรุงเทพเท่าไรนัก โดยเฉพาะแดดตอนบ่ายๆนี่ร้อนระอุยิ่งนัก

ร่องหินที่เกิดจากการกัดเวาะของน้ำแข็งที่ละลาย

ร่องหินที่เกิดจากการกัดเวาะของน้ำแข็งที่ละลาย

หลังจากพ้นหน้าผามาก็จะสามารถเห็นวิวของหมู่บ้าน Flims ได้จากตรงนี้ สวยงามทีเดียว

หลังจากพ้นหน้าผามาก็จะสามารถเห็นวิวของหมู่บ้าน Flims ได้จากตรงนี้ สวยงามทีเดียว

เวลาล่วงเลยไปพอสมควรหลังจากที่เร่งฝีเท้ากันมาทั้งคู่แต่ดูเหมือนจะช้าไปเมื่อคุณลุงที่นั่งชมทัศนียภาพตรงมุมผาที่เราเดินแซงไปเมื่อประมาณ 20 นาทีก่อนหน้าถือไม้โพลวิ่งแซงไปต่อหน้าต่อตาแถมยังไม่ทันจะถึง 10 นาทีลุงแกหายลับไปจากสันเขาเสียแล้ว ผมยังนั่งนึกอยู่ว่าลุงแกไวยังกับหายตัว ทั้งๆที่ทางเดินนั้นไม่ได้สะดวกเอาเสียเลย แม้ว่าเส้นทางเดินเขาจะปรากฎชัดเจนให้เดินง่ายๆแต่เรื่องของเรื่องคือทางเดินมันเอียง และเพราะเจ้าความเอียงนี่แหละทำให้การลงเขาของเราลำบากและเหนื่อยเป็นสองเท่า เพราะเราจะต้องคุมความเร็วในการลงไม่ให้เร็วเกินไปนัก เนื่องจากมันจะเบรคยากมากและทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย นอกจากนั้นการลงบางครั้งเราต้องวางเท้าขวางกับทางราบ ครั้งนี้แม้จะเตรียมตัวมาดีแต่เข่าของผมเริ่มมีอากการปวดอย่างรู้สึกได้ชัดเจน  และตอนนี้ผมก็เริ่มนึกถึงไม้โพลขึ้นมาเสียแล้ว ทั้งๆที่เมื่อก่อนผมเคยขำคนสวิสว่าคงมีแต่พวกแก่ๆเท่านั้นที่ใช้ไม้โพลในการเดินเขา ไม่ไม่แนวกับวัยรุ่นอย่างผม : ) แต่ถึงยังไงผมต้องขอบอกเลยว่ามันจำเป็นมากในการเดินเขาที่มีระยะทางไกลๆและมีความลาดเอียงของพื้นที่ เพราะนอกจากมันจะช่วยผ่อนแรงไปมากกว่า 50% ในการขึ้นและลงเขาแล้วมันยังช่วยเซฟเข่าของคุณรวมไปถึงช่วยเป็นเบรคให้คุณเวลาคุณลงเขาอีกด้วย

หลังจากที่เราสองคนพยายามวิ่งตามคุณลุงที่วิ่งแซงไป ออ..ผมลืมบอกไปหลังจากลุงวิ่งแซงเราคุณอาจจะสงสัยว่า เอ้าแล้วป้าอ่ะ ? แหะๆไม่อยากจะคุยว่าอย่างน้อยเราสองคนก็ชนะป้า แต่งานนี้คงเป็นแค่ภาพฝันครับเพราะป้าวิ่งแซงเราไปหลังจากลุกแซงเราไปไม่ถึง 3 นาที นิทานเรื่องนี้สอนไว้อย่างครับผมขอเรียกสั้นๆว่านี่คือ “Swiss’s speed” และอย่าลืมครับทุกป้ายบอกเวลาในการเดินเขามันคือ Swiss’s speed ครับไม่ใช่ Thais speed อย่างเราๆเพราะฉะนั้นจะไปเที่ยวที่ไหนก็คำนวนเวลากันดีๆครับ ถ้าเราเป็นแก๊งค์เดินเร็วไม่ง้อถ่ายรูปก็อาจจะคูณแค่ 1.2 – 1.5 เท่าแต่ถ้าเป็นพวก Photo freak แล้วละก็คูณ 2 หรือมากกว่าครับ และจากประสบการณ์ของผมบุคคลจำพวกสองเหมาะกับการเดินในเมืองมากกว่าที่จะมาเดินบนนี้

เราเดินกันมาพอสมควรหลังจากโดนแซงโดยหญิงและชายชราชาวสวิส ตอนนี้เราเริ่มเห็นฝูงวัวเล็มหญ้ากันอยู่ประปรายบ้างแล้ว นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีเพราะว่าถ้าคุณเห็นฝูงวัวเมื่อไรแสดงว่ามันใกล้จะถึงที่หมายแล้ว หลังจากผ่านฝูงวัวมาได้ 5 นาที ผมเริ่มเห็นเคเบิ้ลและกระเช้าสีแดงที่กำลังเลื่องขึ้นลงอยู่ไม่ไกล ทำเอาผมเริ่มใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่าเราจะถึงแล้ว  หลังจากการเดินตากแดกอันยาวนานเราก็มาถึงกระเช้า สิริรวมเวลาที่ใช้ในการปีนเขาทั้งหมดอยู่ที่ 4 ชม.กว่าๆ

ระหว่างทางเดินกลับสถานีกระเช้า Foppa

ระหว่างทางเดินกลับสถานีกระเช้า Foppa


 

 

ท้องฟ้าบนพื้นน้ำ Caumasee


เราสองคนนั่งกระเช้าลงจากสถานี Foppa มาก็มาถึงหมู่บ้าน Flims ตอนนี้ก็เริ่มบ่ายมากแล้วเราคงเหลือเวลากันไม่มากเพราะรถบัสเที่ยวสุดท้ายที่จะพาเรากลับไปที่ Chur น่าจะออกราวๆ 1 ทุ่ม เพราะฉนั้นเราสองคนจึงเหลือเวลาไปแช่น้ำกันไม่ถึง 2 ชม  ผมกับว่าที่ดร.คู่หูเราเดินลงไปตามถนนของหมู่บ้านไม่นานนักก็มาถึงทางลงไป Caumasee จากจุดนี้เราต้องเดินลงไปต่ออีกประมาณ 10 นาทีก็จะถึงลิฟท์ที่จะพาเราลงไปยัง Caumasee ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่ออีกเรื่องหนึ่งที่้กิดขึ้นในทริปนี้เพราะลิฟท์นี้  ฟรี !! ผมประหลาดใจมากครับเพราะนี่เป็นของฟรีไม่กี่อย่างที่ถูกบรรจงสร้างขึ้นในสวิสเซอร์แลนด์ จากจุดนี้คุณสรามารถที่จะเดินลงไปตามทางเล็กๆก็ได้หรือจะลงลิฟท์ก็ได้ แม้งานนี้จะมีคนมาเล่นน้ำที่ Caumasee เยอะจนทำให้แถวที่รอลิฟท์นั้นยาวเป็นหางว่าว แต่งานนี้คงต้องยอมต่อคิวครับเพราะเดินกันจะไม่ไหวแล้ว

หมู่บ้าน Flims, ป้าบบอกทางไป Caumasee เดาว่าเป็น เทพ Posidon, ปราสาทกลางหมู่บ้าน และ Caumasee จากมุมสูง

หมู่บ้าน Flims, ป้าบบอกทางไป Caumasee เดาว่าเป็น เทพ Posidon, ปราสาทกลางหมู่บ้าน และ Caumasee จากมุมสูง

เวลาผ่านไปแป๊บเดียวแถวที่ยาวเป็นหางว่าวกลับสั้นลงเร็วมาก เราใช้เวลาราวๆ 2 นาทีในการลงลิฟท์และในที่สุดเราสองคนก็มาถึง Caumasee   ต้องขอบอกว่าอึ้งกับวิวที่สุดแล้วครับ ผมเองอยู่สวิสมานานไปไหนมาไหนก็หลายที่  ไปเจอเลคมาก็มากทั้งทะเลสาบ Zurich, Luzern หรือแม้กระทั้ง Lac Leman ที่ว่างามยังต้องยอมคาราวะให้กับ Caumasee ทะเลสาบสีฟ้าใส มันทั้งฟ้าทั้งเขียวอธิบายแทบไม่ถูก หลายๆคนมาพายเรือบ้างเล่นน้ำกันบ้าง ที่นี่มีห้องน้ำห้องอาบน้ำรวมถึงร้านอาหารไว้บริการด้วยและถ้าผมเดาไม่ผิดผมคิดว่ามันต้องมีพวกชุดว่ายน้ำและแว่นตาขายอยู่ในบริเวณสวนข้างๆเป็นแน่แท้ งานนี้ว่าที่ดร.คู่หูผมนั่งกุมขมับเครียดกลัวกลับไม่ทันรถอยู่บนฝั่ง ในขณะที่ผมลงไปแช่อยู่ในน้ำเสียแล้ว ขอโทษที่ผมไม่สามารถบรรยายความสุขออกมาเป็นตัวหนังสือได้ แต่คุณคงนึกภาพออกว่าเวลาที่คุณเดินเหนื่อขาลากท่ามกลางแดดร้อนไม่มีร่มบังมา 4 ชม. เหงื่อท่วมตัว คงไม่มีอะไรมีความสุขเมื่อคุณได้ลงมาแช่น้ำเย็นๆบรรยากาศดีๆ เสียดายก็แต่ขาดเบียร์เย็นๆมาจิบเท่านั้นเอง

WIDE_CAUMASEE

อีกมุมหนึ่งจาก Caumasee

อีกมุมหนึ่งจาก Caumasee

ผมเองยังเสียดายที่ว่าที่ดร.คู่หูของผมไม่ได้ลงมาเล่นน้ำด้วยเหตุเพราะไม่ได้เอากางเกงว่ายน้ำมา ผมเองแทบไม่อยากเชื่อเพราะปรกติคุณชายท่านจะพร้อมทุกอย่างแต่งานนี้กลับลืมชุดว่ายน้ำ ผมพยายามชวนหลายครั้งว่าใส่กางเกงอื่นเล่นก็ได้แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะคุณชายท่านบอกว่ากลัวมังกรเอเชียจะผงาด โจ๊กนี้บอกตรงๆอยากจะดำน้ำลงไปแล้วขำจนหมดลมหายใจครับไม่นึกว่าคุณชายแกจะกล้าเล่น ผมเลยต้องเล่นน้ำอยู่คนเดียว น่าเสียดายที่เวลามีน้อยผมแช่น้ำไปได้พักนึงก็ได้เวลาที่จะต้องขึ้นจากน้ำแล้ว ทั้งนี้เพราะเราอาจจะต้องใช้เวลาเดินกลับขึ้นไปยังหมู่บ้าน Flims เพื่อขึ้นรถบัสกลับกันตอน 1 ทุ่ม ซึ่งผมมาถึง Caumasee และลงเล่นน้ำก็ปาเข้าไปจะ 6 โมงเย็นแล้วนั่นเอง และนี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณชายท่านนั่งเครียดอยู่บนฝั่ง

เอาล่ะ สำหรับทริปนี้ผมขอสรุปง่ายเลยแล้วกันตามข้อความด้านล่างเลยครับ

สวย คุ้ม ฟิน กระดาษทิชชู่ ไม้โพล โอเอซิส Swiss’s speed ชุดว่ายน้ำ และอย่าลืม รถเที่ยวสุดท้ายคือ 1 ทุ่ม

แล้วพบกันใหม่ Blog หน้าครับ

7th Sense

Creative Commons License

by 7th sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.
Based on a work at https://be7thsense.wordpress.com.