❝ท้องฟ้า ภูเขา ทะเลสาบ❞ ตอนที่ 2


ตอนที่ 2 นี่รู้สึกจะห่างจากตอนแรกราวๆ 6 เดือนได้รึ๊เปล่าผมก็ไม่อาจทราบได้ เพราะไม่ได้แตะงาน Blog มาเป็นเวลานานแสนนาน ต้องบอกตามตรงว่าตั้งแต่ทำงาน Thesis จบจนตอนนี้เรียนจบมาแล้วได้ราวๆ 3 เดือนแม้จะยังแตะฝุ่นไม่มีงานทำแต่ก็ง่วนกับเรื่องครอบครัวไปมากโข อีกทั้งเรื่องบ้านและสารพัดต่างๆนานาเรื่องที่กรูกันเข้ามาตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนี้เลยสัญญาว่าจะต้องกัดฟันเขียน Blog อย่างต่อเนื่องให้ได้ อย่างน้อยๆ เดือนละ 3 เรื่อง (งานนนี้คงต้องเป็นพยานกันหน่อยว่าผมจะทำได้หรือป่าว)  เอาล่ะถ้าใครยังจำตอนที่แล้วไม่ได้ก็กลับไปลำลึกความหลังที่ ❝ท้องฟ้า ภูเขา ทะเลสาบ❞ ตอนที่ 1 เสียก่อนก็ยังได้

ตามรอยร่องหินมหัศจรรย์ “Matinsloch”


หลังจากขึ้นกระเช้ามาถึง Cassons ผมและเจ้าว่าที่ดร.หนุ่มเจ้าโปรเจคก็เริ่มจ้ำขาตามตูดกลุ่มนักปีนเขาชาวสวิสขึ้นไปบนเนินทันที ท่ามกลางแดดระดับน้องๆเมืองไทยบนความสูง 2675m จากระดับน้ำทะเลทำให้พวกเราใกล้ชิดกับดวงอาทิตย์มากขึ้น บวกกับอากาศในช่วงหน้าร้อนของสวิส เล่นเอาผมและดร.หนุ่มเจ้าโปรเจคคู่หูเหงื่อตกกันตั้งแต่ยังเดินไปได้ไม่ถึง 5 นาที  ว่าแล้วผมหยิบแผนที่ขึ้นมาดูอีกครั้งเพื่อจะดูว่ามีจุดไหนที่เราจะแวะไปบ้าง ก่อนที่จะไป Martinsloch สรุปว่ามีจุดชมวิวอยู่ประมาณสองจุด โดยเราจะใช้เส้นทางหมายเลข 6 เดินไปตามเส้นทางที่จะไปยัง Segnes-Pass ซึ่งเจ้า Sagnes-Pass นี่แหละที่จะเป็นทางข้ามซอกเขาขนาดยักษ์เพื่อไปยังอีกด้านนึงของภูเขาอันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน Elm ที่สามารถมองเห็น Martinsloch ได้ชัดเจนกว่าด้านหมู่บ้าน Flims เพราะไม่มีภูเขามาบังทัศนียภาพใดๆทั้งสิ้น

ตามตูด, เส้นทาง, ถูเขา, ทุ่งหญ้า

ตามตูด, เส้นทาง, ภูเขา, ทุ่งหญ้า

MAP_Snapseed

เส้นทางหมายเลข 6 ขึ้นไปยัง Sugnes-Pass สามารถดู Martinsloch ได้อย่างใกล้ชิด

ผมกับว่าที่ดร.คู่หูเราเดินถ่ายรูปกันไปมาเพราะตะลึงกับความสวยงามของทัศนียภาพของเหล่าเทือกเขาในเขต Graubrunden มันไม่เหมือนกับที่ๆเราไปๆกันมา เพราะความสูงระดับ 2000 – 2800 นั้นส่วนใหญ่จะมีแต่หินกับหญ้าประปรายหรือถ้าเป็นต้นไม้ก็จะเป็นสนสูงๆไปเลย แต่ที่ Flims กลับมีทุ่งหญ้าผสมกับหินและดอกไม้รวมไปถึงพื้นดินก็ประหลาดกว่าที่อื่นๆ คือข้างบนจะเป็นหินคล้ายๆหินชั้นเป็นก้อนเล็กๆทับทมกันอยู่แต่ใต้ชั้นหินกลับเป็นดินโคลน ทำให้เวลาเดินไปบนพื้นหินนั้นนุ่มนวลราวกับเดินอยู่บนพรมหินซึ่งถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นหินที่พบมากบริเวณภูเขาไฟ

ผมกับว่าที่ดร.คู่หูเราเดินถ่ายรูปกันอยู่ที่จุดชมวิวกันพักใหญ่ก่อนที่จะเริ่มเดินทางต่อ จากจุดชมวิวที่ Casson ผมรู้สึกว่าภูเขาที่นี่มันช่างกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาจริงๆ ถึงแม้ว่าในสายตาของผมมันไม่ได้ดูใหญ่กว่าที่เป็นนักเพราะว่าบนนั้นมันโล่งมาก มันโล่งจนเราสามารถเห็นทุกอย่างอยู่ในระยะสายตา ทำให้ดูเหมือนว่าทุกที่สามารถเดินไปได้ด้วยเท้าภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้ผมตะหงิดใจเมื่อมองไปยังทุ่งด้านล่างภูเขาที่อยู่อีกฟากนึง สิ่งที่ผมเห็นคือจุดสีน้ำตาล ขาว และดำ ซึ่งผมยังพูดกับว่าที่ดร.คู่หูเจ้าโปรเจคว่า “ดูดิไอ้จุดๆตรงนั้นเหมือนดอกไม้เลยเนอะ” แต่ที่ไหนได้เมื่อผมเพ่งดูดีๆอีกรอบไอ้จุดๆที่ว่านั่นมันคือฝูงวัว ! ที่ดูคล้ายพุ่มไม้ยังไงอย่างงั้น งานนี้ทำให้ผมตระหนักว่า “แม่งไกลและใหญ่จริง”

จุดเล็กๆบริเวณใกล้ๆมุมขวาของภาพคือฝูงวัวที่ขึ้นมากินหญ้าบนภูเขา (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)

จุดเล็กๆบริเวณใกล้ๆมุมขวาของภาพคือฝูงวัวที่ขึ้นมากินหญ้าบนภูเขา (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)

ทะเลสาบบนเขา, หมาหลบแดด, ป้ายห้ามเด็ดดอกไม้, หินและหิน

ทะเลสาบบนเขา, หมาหลบแดด, ป้ายห้ามเด็ดดอกไม้, หินและหิน

หลังจากถ่ายภาพกันจนหนำแก่ใจเราก็เริ่มเดินทางกันต่อผมบอกกับว่าที่ดร.คู่หูว่าเราจะต้องเดินไป Martinsloch ให้ได้เพราะผมต้องการที่จะไปถ่ายรูปกับไอ้เจ้ารูหินมหัศจรรย์นั่นไม่งั้นก็เหมือนมาไม่ถึงที่  แต่ว่าที่ดร.คู่หูเจ้าโปรเจคเริ่มเป็นกังวลว่าถ้าหากเราเดินไปจุดนั้นจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชม และเราจะไม่สามารถกลับลงกระเช้าได้ทัน ผมสวนกลับไปทันทีว่า “เห้ย ไม่นานขนาดนั้นหรอก เดินแป๊บๆเดี๋ยวก็ถึง” ที่พูดแบบนั้นเพราะผมเห็น Martinsloch และเส้นทางทั้งหมดอยู่ตรงหน้าซึ่งมันไม่ได้ดูยืดยาวจนต้องใช้เวลาเดินขนาดนั้น ตอนนี้ดูเหมือนว่าประสบการณ์เรื่องฝูงวัวที่เห็นก่อนหน้าจะไม่ช่วยกระตุ้นต่อมความฉลาดของผมขึ้นมาเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ผมก็ยังกระโดดยันว่าต้องไปให้ได้

หลังจากเดินมาพักนึงเราสังเกตว่ามีกลุ่มนักเดินเขาทยอยเดินกลับมาที่ละกร๊ปสองกรุ๊ป ว่าที่ดร.เจ้าโปรเจคของผมเริ่มหวั่นและบอกกับผมว่า “กลับไม๊ ?” ซึ่งผมก็ชี้ไปยังอีกฟากของภูเขาแล้วบอกว่า “โน่นดูกรุ๊ปโน้นสิ เราไปได้ชัวร์ไม่ต้องห่วง ยังไงก็กลับทัน”  ว่าที่ดร.เจ้าโปรเจคของผมหันมาค้อนนิดๆประมาณว่าไม่เชื่อ หลังจากนั้นเราพักรบสงบศึกกันด้วยการควักเอาข้างกลางวันออกมากินอย่างหิวโหย ส่วยผมก็ควักเอาเจ้าปุ๊กลุ๊กขึ้นมาอัดเสียงไปเรื่อยๆระหว่างกินข้าว ซึ่งงานนี้ไม่ค่อยได้อะไรมากนักเพราะใจผมมันไม่ได้จะมาอัดเสียงแต่ใจมันไปกองอยู่ที่ Martinsloch หมดแล้วอีกทั้งไม่ได้วางแผนเป็นกิจลักษณะว่าจะอัดเสียงอะไรบ้าง

หลังจากกินกันจนอิ่มหมันพีหมีกันแล้วเราก็เริ่มออกเดินทางต่อ ผมกับเจ้าดร.คู่หูเจ้าโปรเจคเราเดินกันมาได้พักนึงเริ่มรู้สึกทั้งร้อนและเหนื่อยกว่าปรกติ ทางที่ผมเคยชี้ให้ดูว่าสั้นๆเดินแป๊บเดียวก็ถึงกลายเป็นเดินเท่าไรก็ไม่ถึงสักที กรุ๊ปนักเดินเขาที่อยู่ภูเขาฝั่งตรงข้ามที่เห็นเป็นจุดเล็กๆและเหมือนว่าเราจะตามทันกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าการประมาณเส้นทางด้วยสายตานั้นมันไม่เที่ยงตรงแบบสุดๆ มันเหมือนเดินอยู่กลางทะเลทรายร้อนๆแล้วเรามองเห็นโอเอซิสอยู่ตรงหน้าแต่มันเดินเท่าไรก็ไม่ถึงสักที

ทางที่ดูเหมือนใกล้แต่ไกลโคตร

ทางที่ดูเหมือนใกล้แต่ไกลโคตร

ข้ามธารน้ำแข็งที่กำลังละลายกลายเป็นเรื่องจิ๊บๆ


เพราะความขี้เกียจส่วนตัวและความกลัวที่จะกลับไม่ทันกระเช้า ผมเริ่มเปลี่ยนใจกระทันในเรื่องของการเดินทางไปยัง Martinsloch ไม่ใช่ว่าจะไม่ไปแต่ว่าแทนที่เราจะเดินอ้อมเขาไปตามแผนที่  ผมกับดร.คู่หูก็มองลงไปข้างล่างซึ่งเรากะว่างานนี้จะเดินตัดเขาไปเลย ด้วยการประมาณจากสายตาคิดว่าเป็นระยะทางที่ไกลพอสมควรแต่อย่างน้อยๆเราจะสามารถย่นระยะทางไปได้ 2 ใน 3 เลยทีเดียว สิ่งเดียวที่คิดว่าจะเป็นปัญหาก็คือธารน้ำแข็งที่กำลังละลายซึ่งจากการประมาณการด้วยสายตาผมคิดว่ามันไม่น่าจะกว้างมากนักและคงจะกระโดข้ามไปได้ไม่ยาก เพราะทางน้ำมันแตกออกเป็นหลายๆเส้นและไม่น่าจะลึก ส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะแค่เข่าเท่านั้น เพราะฉนั้นงานนี้ผมฟังธง “เรื่องจิ๊บๆ”

เราสองคนไม่รอช้ารีบไต่ลงเนินย่อมๆไปอย่างทุลักทุเลเพราะทางที่เดินลงนั้นเป็นการตัดธารน้ำแข็งเก่าที่กำลังละลาย บางส่วนของธารนี้ที่แม้จะแห้งไปแล้วเหลือไว้แต่เพียงพื้นหินกรวดให้เราเดินเหยียบย่ำก็ใช่ว่าจะเดินง่าย เพราะด้วยความที่เป็นธารน้ำเก่าพื้นข้างใต้ยังคงเป็นดินโคลนซึ่งทำให้เวลาเดินแล้วรู้สึกประหลาดชอบกล ถ้าใครนึกไม่ออกให้นึกถึงเวลาคุณเอาผ้าพลาสติกหนาๆไปวางไว้บนสระว่ายน้ำ(บนน้ำ)จากนั้นโรยหน้าด้วยกรวดหิน แล้วคุณก็เดินไปบนนั้น เสียงหินที่ขบกันกรุปๆเนื่องจากพื้นที่ไม่มั่นคง ทำให้เวลาเดินเหมือนคุณกำลังเมาเหล้าและเคี๊ยวเลย์ไปในขณะเดียวกัน

ธารน้ำแข็งที่กำลังละลาย เล็กๆจิ๊บๆ

ธารน้ำแข็งที่กำลังละลาย เมื่อมองจากด้านบน จะเห็นว่ามันเป็นเพียงแค่สายน้ำเล็กๆ แต่เมื่อลงไปถึงข้างล่างก็ผมพบว่ามันกว้างมากๆ และต้องใช้เวลานานที่เดียวในการเดินข้าม

ถัดจากเนินหินกรวดขนาดย่อมผมแทบตกตะลึง ธารน้ำแข็งที่ลายลายเป็นเส้นเล็กๆหลายเส้นตอนที่เรายังอยู่ข้างบนเขาพอลงมาดูใกล้ถึงกับต้องอุทานออกมาว่า “ชิบหายและ” เพราะไอ้ที่เราเห็นว่ามันเล็กๆแคบๆ มันดันใหญ่กว่านั้นสิบเท่า คราวนี้ดันเกิดปัญหาว่าเราจะต้องข้ามมันไปให้ได้ไม่งั้นต้องกลับไปเดินตามเส้นทางเดิมซึ่งไกลกว่าและแน่นอนต้องปีนเขาขึ้นไปอีกรอบ ผมคิดอยู่นานสุดท้ายก็ตกลงว่ายังไงกต้องข้างตรงนี้  งานนี้ว่าที่ดร.คู่หูของผมนั้นไม่มีปัญหาเพราะของใน Backpack นั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับผมที่มีทั้งเครื่องอัดเสียงและไมค์โครโฟนยักษ์และไหนจะกล้องถ่ายรูปและเลนส์นานาชนิด ซึ่งผมต้องขอเตือนนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆ เพราะจากประสบการณ์การปีนเขาของผมถ้าคุณไม่ได้มาเดินเล่นบนเส้นทางง่ายๆแบบนางแบบเดินสวยๆกับวิวสวิสละก็อย่าได้แบกมาเกินความจำเป็นเด็ดขาด เพราะมันอาจจะเป็นภาระจนคุณอยากโยนมันทิ้งกลางทางก็เป็นได้

อีกเรื่องที่ผมต้องบอกเล่าก็คือ บนเส้นทางเดินเขาของสวิสหากเป็นที่ๆสูงๆหน่อยเกิน 2000m จากระดับน้ำทะเลขึ้นไปนั้นมักจะมีพืชหรือสมุนไพรแปลกๆขึ้นอยู่ส่วนใหญ่เป็นประเภทไม้ดอกซึ่งดูสวยงามจนทำให้นักท่องเที่ยวบางคนอาจจะอดใจไม่ไหวและเด็ดติดไม้ติดมือไป หากเราย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ด้านบนก็จะพบว่าทางการท่องเที่ยวของสวิสได้มีการปักป้ายไว้ด้วยว่าห้ามเด็ดดอกไม้ เพราะการเด็ดพืชสมุนไพรบนเขานั้นอาจจะทำให้เกิดการสูญพันธ์หรืออาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ ซึ่งพืชสมุนไพรเหล่านั้นมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยาของสวิสเป็นอันมาก

MIX_03

กลับมาต่อกันที่ธารน้ำ จากที่บอกว่าจิ๊บๆ ดูเหมือนว่างานนี้จะไม่จิ๊บซะแล้วล่ะ  งานนี้ว่าที่ดร.คู่หูของผมจะกระโดดข้ามโชว์สเต็บเป็นคนแรก ว่าแล้วฮีก็ถอยหลังมาตั้งหลักแล้วพุ่งไปด้วยความเร็วสูงสุดกระโดดข้ามธารแรกไปอย่างเฉียดฉิวส้นเท้าแตะผิวน้ำไปเพียงเล็กน้อย ผมเองกระโดตามไปติดๆโชว์ลีลาสวยงามไม่แพ้ผู้เข้าแข่งขันท่านแรก หลังจากนั้นเราก็ตระเวรหาทางที่จะข้ามธารอื่นๆไปให้ได้ เพราะมันช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน  ที่สำคัญต้องเป็นธารที่มีระยะที่เรามารถกระโดข้ามได้เพราะคงไม่มีใครอยากจะสัมผัสความเย็นของธารน้ำแข็งที่กำลังละลายและพัดเร็วจี๋อย่างกับฤดูน้ำหลากของเมืองไทยไปได้

มาถึงส่วนที่ยากที่สุดหลังจากข้ามาหลายธาร  ผมกับว่าที่ดร.คู่หูเดินหาจุดข้ามกันมานานมากตอนนี้เราเหมือนติดเกาะเพราะไม่สามารถหาธารที่สั้นพอที่จะกะโดดข้ามได้ เราจึงทำใจว่าอาจจะต้องมีเปียกเล็กๆ และเช่นเคยว่าที่ดร.คู่หูกระโดดนำก่อนที่เท้าแตะพื้นน้ำไปหนึ่งข้าง จริงๆแล้วเรื่องนี้ผมมีข้อได้เปรียบอย่างนึง คือร้องเท้าของผมมันเป็นประเภทกันน้ำ เรียกง่ายๆว่าถ้าระดับน้ำที่เกินข้อเท้ามาสัก 2-3 นิ้วนั้นผมสามารถเดินลุยน้ำได้สบายมากแต่ประเดนก็คือรองเท้าผมมันขาดและเป็นเหตุให้ความซวยมาเยือน  ผมจะไม่เสี่ยงกระโดดให้น้ำเข้ารองเท้าเป็นอันเด็ดขาด ผมเลยตัดสินใจถอดรองเท้าถุงเท้าแล้วเดินเดินข้ามด้วยเท้าเปล่า  และงานนี้บอกตรงๆ คิดผิดสุดๆ เพราะเพียงแค่จุ่มเท้าลงไปเพียงไม่กี่วินาทีเล่นเอาเท้าผมชาไปหมดแต่ที่สำคัญมันไม่ได้แค่ชาอย่างเดียวมันยังเย็นเข้าไปถึงกระดูดอีกด้วย ผมเข้าใจเลยเวลาพวกที่ตกลงไปในธารน้ำแข็งอย่างแจ๊ค Titanic ทำไมมันตายกันง่ายนัก จากประสบการณ์ผมว่าแค่ตกลงไปสัก 20 วินาทีมันก็แข็งตายละ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าลืมซื้อรองเท้าดีๆไป Hike เพราะมันสำคัญมาก เพราะถ้าหากว่าเท้าคุณเดี้ยงจากการพลิกหรืออุบัติเหตุอื่นๆขึ้นมากลางทางคงไม่มีใครหอบคุณลงเขาไหวเป็นแน่

ว่าที่ดร.คู่หูโชว์สเต็ป

ว่าที่ดร.คู่หูโชว์สเต็ปการกระโดดอย่างถูกวิธี

ใกล้ คือ ไกล ไกล คือ ใกล้


หลังจากผึ่งเท้าที่ยังชาไปถึงกระดูกให้แห้ง ผมใส่ถุงเท้าและรองเท้ากลับคืนและเริ่มเดินทางต่อ การข้ามผ่านธารน้ำเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมาทำให้เราสองคนเปลี่ยนใจอีกหนึ่งรอบ เพราะงานนี้หลังจากศึกษาแผนที่อีกครั้ง ผมมองขึ้นไปบนเนินเขาสีเขียวขจีที่บดบัง Martinsloch อยู่และเกิดความสงสัยว่าเราจะข้ามมันไปยังไงซึ่งผมมองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่จะทำภาระกิจนี้ให้เสร็จทันเวลา เราจึงตัดสินใจเดินตัดกลับลงไปด้านล่างของภูเขาเพื่อที่จะไปขึ้นกระเช้าที่สถานนี Naraus ซึ่งเป็นสถานีก่อนหน้า Casson เนื่องจากถ้าเราต้องเดินกลับไปที่ Casson นั้นกระเช้าก็ปิดเสียแล้ว ส่วนเจ้า Martinsloch น่าเสียดายที่เราตัดสินใจว่าจะชื่นชมมันอยู่ไกลๆแทนละกัน

เราเดินทางต่อผ่านแอ่งน้ำน้อยใหญ่มากมายเพื่อนที่จะข้ามธารน้ำมายังอีกฝั่งนึงซึ่งใช้เวลาไปพอสมควร เนินเขาเขียวขจีที่บดบังเจ้า Martinsloch อยู่เริ่มเผยให้เห็นภูเขาหินข้างหลังอย่างช้าๆตามสปีดของขาเราสองคน ไม่นานนักผมและว่าที่ดร.คู่หูเจ้าโปรเจคก็ได้พบกับความอลังการของ Martinsloch รูหินธรรมชาติที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 18m  เราทั้งคู่พยายามที่จะถ่ายรูปมันให้ดูใกล้ที่สุดแต่ก็ทำได้เท่าที่ความสามารถของเลนส์จะอำนวย ตอนนี้ผมเริ่มนึกอยากจะมี 70-200mm สักหนึ่งตัวเสียแล้ว

Martinsloch เมื่อมองผ่านซูม

Martinsloch เมื่อมองผ่านซูม

Martinsloch จากจุดที่เรายืนอยู่

Martinsloch จากจุดที่เรายืนอยู่

หากมองจากรูปล่างก็จะดูเหมือนไกลพอสมควรแต่คิดว่าน่าจะเดินถึงเนินสีเขียวนั่นได้ไม่ยาก แต่หากมองรูปด้านบนแล้วคุณจะรู้เลยว่ามันทั้งใหญ่,ไกลและสูงลิ่ว หากปีนขึ้นไปบนนั้นคงต้องน่องปูดเป็นแน่แท้อย่างไม่ต้องสงสัย ผมกับว่าที่ดร.คู่หูเราถ่ายรูปกับ Martinsloch อยู่พักใหญ่ เมื่อได้ภาพครบเราก็ต้องจากลาเจ้ารูหินมหัศจรรย์กันไปเสียทีเพราะทางที่ต้องเดินต่อยังอีกไกล และพระอาทิตย์ก็เริ่มที่จะคล้อยต่ำลงแล้วและเป้าหมายต่อไปของเราสองคนก็คือ Caumasee ทะเลสาบสีฟ้าใสที่รอเราอยู่ข้างล่างซึ่งตอนนี้ผมแทบจะรอกระโจรลงไปในน้ำไม่ไหวแล้วเนื่องจากความร้อนบนเขานี้มันไม่ต่างกับกทม.ในช่วงหน้าร้อนเท่าไรนักแล้วเจอกัน Blog หน้าครับ

7th sense

Creative Commons License
❝ท้องฟ้า ภูเขา ทะเลสาบ❞ ตอนที่ 2 by 7th sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.
Based on a work at https://be7thsense.wordpress.com.