❝ท้องฟ้า ภูเขา ทะเลสาบ❞ ตอนที่ 1


ทุกๆครั้งผมมักจะขึ้นต้นบทความว่า “หลังจากห่างหายไปนาน เราก็…” ครั้งนี้ก็คงไม่ต่างจากเดิม เพราะว่ามัน นาาาาาาน มากจริงๆกับการกลับมา update ครั้งนี้ด้วยมรสุม Thesis ที่ยังไม่หมดไปจากชีวิตบวกกับงานทั้งที่เมืองไทยและสวิสก็ส่งกันมาแบบทีเดียวพร้อมกัน เล่นเอาไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันกันเลยทีเดียว

แต่ถึงแม้ว่างานจะเยอะ ผมเองก็ยังอดเริงไม่ได้ พยายามจัดสรรเวลา (ที่ไม่เป็นระบบ) ออกมาหาแรงบัลดาลใจใหม่ๆในช่วงหน้าร้อนของสวิสเซอร์แลนด์ และมันก็จะเป็นอะไรไปเสียไม่ได้นอกจากกิจกรรมสุดฮิตของคนที่นี่ นั่นก็คือการปีนเขา

หลายๆคนคงนึกว่าการปีนเขานั้นมันเป็นเรื่องที่ทรมานสังขารของตัวเอง คนไหนที่มีประสบการณ์จากการปีนขึ้นภูกระดึงก็จะรู้ดี เพราะภูกระดึงนั้นมีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1316 เมตร ซึ่งก็ทำเอานักท่องเที่ยวเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกันไปเลยทีเดียว

ส่วนที่ๆผมกำลังจะไปนั้นมีชื่อว่า Flims – Laxx ตั้งอยู่ใน Kanton Graubrunden ของสวิส และแน่นอนภูเขาที่นี่ ถ้าต่ำกว่า 2000 เมตรก็คงไม่ใช่ The Alps : ) อันเป็นที่รู้จักของทุกๆคน และความสูงของภูกระดึง ก็คงเป็นได้แค่เพียงนิทานกล่อมเด็กก่อนนอนเท่านั้น !

 

Get ready & Be prepared !


ท่ามกลางแดดยามสายของวันอาทิตย์ที่ค่อนข้างร้อนเอาการ ผมลากสังขารตัวเองพร้อม Backpack คู่ใจรวมถึง “ปุ๊กลุก” และ “น้องนิค” (ใครยังไม่รู้จัก 2 ตัวนี้ลองกลับไปเสพย์จากโพส “ก้าวแรก และ เพื่อนร่วมทาง”) ต่างก็ถูกแพ็คไว้เสร็จสรรพเรียบร้อยตั้งแต่คืนวันเสาร์ วันนี้ไม่ค่อยสลืมสลือเพราะเข้านอนตั้งแต่ตีหนึ่งจากปรกติตีสี่ คงเป็นเพราะเหนื่อยจากการไปเล่นน้ำที่ Zurichsee เย็นวันเสาร์เลยทำให้ง่วงเร็วกว่าปรกติ

และเนื่องจากสมาชิกเริงท่านอื่นๆได้ไป shopping กันที่ Foxtown ที่ Lugano จึงเหลือสมาชิกร่วมก๊วนกันแค่สองคนคือ ผมกับว่าที่ ดร.หนุ่มไฟแรงเจ้าโปรเจค (โปรเจคเที่ยว) พวกเรานัดกันราวๆ 10 โมงเช้าที่สถานีรถไฟ Zurich HB ซึ่งจริงๆแล้วทริปนี้เรากะจะไปที่ Grimselwelt กัน แต่เพราะผมดันทะลึ่งลืมกระเป๋าตังค์จากที่บ้านเลยต้องเสียเวลากลับไปเอา ซึ่งจริงๆแล้วสำหรับผม ถึงเงินไม่มีก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ (ยืมชาวบ้านเค้าตลอด) แต่ที่ต้องกลับไปเอากระเป๋าตังค์ก็เพราะบัตรเบ่ง GA ที่เอาไว้ใช้ขึ้นรถไฟมันดันอยู่ในนั้น เลยทำให้เราพลาดรถไปอย่างน่าเสียดายเพราะต้องกลับไปเอากระเป๋าตังค์ (แค่ 5 นาที)

เนื่องจากการรอรถรอบต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมงอาจจะเป็นไอเดียที่ไม่ดีนักเพราะเราอาจจะต้องใช้เวลาเดินบนเขาค่อนข้างมากดังนั้น ผมดึงโทรศัพท์ขึ้นมาดูเช็ครถไฟเที่ยวถัดไปว่ามีเที่ยวไหนที่พอจะผ่านไปยัง Destination เจ๋งๆได้บ้าง โผจึงมาออกที่ Flimms – Laxx ซึ่งมีรถรอบถัดไปราวๆ 10.30 พอดีและใช้เวลาเดินทางน้อยกว่า 1 ชั่วโมง  ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ “Perfect !”

Zurichsee ช่วงหน้าร้อน ในวันที่อากาศดี การเช่าเรือถีบเพื่ออกไปเล่นน้ำกลางทะเลสาบนั้นเป็นที่นิยมของคนที่นี่มาก

“Greuzi” สวัสดี คุณภูเขา


ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงแอร์เย็นๆและเก้าอี้นุ่มๆบนรถด่วน IC ช่วยคลายร้อนและผ่อนคลายจากอากาศข้างนอกไปเยอะ ทันใดนั้นเสียงประกาศจากทางรถไฟก็ดังขึ้นเพื่อแจ้งผู้โดยสารทุกคนบนรถไฟว่าเรากำลังจะถึงสถานีสุดท้ายแล้ว ซึ่งก็คือสถานีเมือง Chur (อ่านว่า “คัว”) ไม่ทันจะสิ้นเสียงประกาศ ว่าที่ดร.หนุ่มเจ้าโปรเจคก็เตรียมตัวเก็บของเสร็จสรรพพร้อมกับเดินไปยังทางออก เรียกว่าพร้อมกระโดดลงเต็มที่ (เจ้าตัวเค้าเรียกอาการนี้ว่า “พุ่ง”) ส่วนผมเหรอ ? ก็ค่อยๆขยับตัวอย่างเชื่องช้าแบบศิลปิน(ไส้แห้ง) และบรรจงหยิบของใส่กระเป๋า ทั้งๆที่ของเยอะกว่าใครเพื่อน เรียกว่าไม่เห็นชานชลาข้าก็ไม่ขยับ ดูเหมือนผมและว่าที่ดร.หนุ่มเจ้าโปรเจคนี่นิสัยมันเหมือนสีดำกับสีขาวก็ไม่ปาน ซึ่งเพื่อนๆคนอื่นๆที่เรียนวิทยาศาสตร์ก็ดูจะมีลักษณะคล้ายๆกัน คือ well organize กันแทบจะทั้งหมด  ส่วนผม well organize คงเป็นได้แค่ความเวิ่นเว่อก่อนนอน เพราะสไตล์ของผมมันออกไปทาง well(?) improvice มากกว่า : )

เอ้า…โม้ไปหลายบรรทัด กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า หลังจากรถไฟจอดเทียบชานชลาพวกเราก็กระโดดลงที่สถานี Chur และขึ้นบันใดเลื่อนไปยังชั้นที่ 1 (บ้านเราเรียกชั้น 2 -_” ) เพื่อต่อรถ Post bus ไปยังป้าย Flims dorf ซึ่งน่าจะใช้เวลาราวๆ 30 นาที  ถึงตรงนี้หากใครที่ขยาดกับการเดินทางโดย public transpotation (โดยเฉพาะในเมืองไทย) แล้วละก็ คุณไม่ต้องกังวลเมื่อมาที่สวิส เพราะสวิสนี่ไม่มีที่ไหนที่การคมนาคมไปไม่ถึง ต้องขอชมเชยว่าที่นี่ระบบการคมนาคมดีมากไม่่ว่าจะเป็นป่าเขาลำเนาไพรซอกหลืบไหนมันก็มีรถไปถึงหมด และที่สำคัญตรงเวลาเสียด้วย น้อยครั้งที่จะเลทแต่ส่วนใหญ่เลทก็จะมีการชดเชย delay connection ให้เสมอในกรณีที่ต้องต่อรถ

ชานชลาของรถ Post bus บริเวณชั้นสองของสถานีรถไฟเมือง Chur ที่มีฉากหลังเป็นหุบเขาสวยงาม

 

 

ส่วนอื่นๆของเมือง Chur เมืองสงบๆ ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาท่ามกลางธรรมชาติ

 

ช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างเส้นทางจาก Chur ไป Films dorf รถ Post bus สีเหลืองอ๋อยก็พาพวกเราไต่ขึ้นเขามาเรื่อยๆ ด้วยความเร็วพอประมาณ วิวสองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยภูเขาที่เต็มไปด้วยหญ้าสีเขียวขจียาวสุดลูกหูลูกตา ประกอบกับหน้าผาหินสีขาวขนาดยักษ์ ถือเป็นการเรียกน้ำย่อยของทริปนี้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะอยู่สวิสมานานพอสมควรจนเริ่มเบื่อๆวิวภูเขาบ้างแล้ว แต่ที่ Films – Laxx กลับมีทัศนียภาพที่แตกต่างออกไปและให้ความรู้สึกอีกแบบ  ซึ่งทำให้ผู้โดยสารในรถทุกคนแทบไม่ละสายตาไปจากกระจกหน้าต่างบานโตของเจ้ารถ Post bus คันใหญ่ที่วิ่งเลาะไปตามทางเล็กๆบนไหล่เขาอย่างชิลๆ

ไม่นานนัก เราก็มาถึงป้าย Films doft เดินไปต่ออีกนิดหน่อยก็จะถึงสถานีกระเช้าเพื่อที่จะขึ้นไปยังสถานี Cassons ที่ระดับ 2600 เมตรจากระดับน้ำทะเล งานนี้ช่วยทุ่นแรงไปได้เยอะประหยัดแรงขาไปได้ถึง 2600 เมตรเพราะเอาจริงๆ เดินกันที่ Altitude ระดับ 1000 เมตร/วัน นี่ก็ขาแทบพิการกันแล้ว แต่นี่มีราชรถมารับถึงที่ ก็ต้องใช้บริการกันหน่อย เจ้ากระเช้าที่่ว่าสนนราคา ไป-กลับ ก็อยู่ที่ 37 CHF และงานนี้บัตรเบ่ง GA ใช้ลดราคาไม่ได้เสียด้วย นับว่าราคาพอตัว แต่ก็คุ้มกับการลงทุนเมื่อต้องแลกกับการเดิน และผมคาดว่า Swiss pass ก็อาจใช้ลดหย่อนไม่ได้เช่นเดียวกัน

วิวข้างทางระหว่างอยู่บนรถบัส ที่ทำเอาหลายๆคนไม่สามารถที่ละสายตาออกจากกระจกบานโตบนรถไปได้

“สบายๆ ฟ้าๆ เขียวๆ”


หลังจากจ่ายค่าตั๋วกันเรียบร้อยผมก็แวะซื้อน้ำดื่มหนึ่งขวดที่คาเฟ่เล็กๆ บริเวณทางขึ้นกระเช้า ซึ่งโดยปรกติผมมักจะเตรียมมาจากที่บ้านเสมอๆ แต่งานนี้ด้วยความเร่งรีบทำให้ลืมไปหมดทุกอย่าง ส่วนค่าน้ำก็ขวดละ 4.50 CHF แพงใช้ได้เลยทีเดียว

การจะไปถึงสถานี Casson นั้นเราต้องนั่งกระเช้าไปถึง 3 ต่อด้วยกันโดยเริ่มขึ้นจาก Films dorf ไป Floppa และต่อไปยัง Naraus ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายก่อนจะถึงสถานี Cassons

ระหว่างที่เดินไปขึ้นกระเช้า ถึงแม้ว่าอากาศจะค่อนข้างร้อนแต่บริเวณลานด้านหน้าทางขึ้นกระเช้านั้นกลับเต็มไปด้วยเหล่า Moutainbikers จำนวนมาก บ้างก็นั่งพักเหนื่อยบ้างก็กำลังแบกจักรยาน Downhill ราคาเรือนแสนไปขึ้นกระเช้า ซึ่งหากใครไม่มีก็สามารถเช่าที่ร้านบริเวณด้านล่างได้  แต่คาดเดาว่าราคาน่าจะอยู่ราวๆไม่เกิน 60 CHF/วัน กับจักรยานคุณภาพเรือนแสนก็นับว่าพอที่จะควักกระเป๋าจ่ายได้โดยไม่เสียดายมากนัก(ในกรณีที่เป็นนักท่องเที่ยว) เท่านี้คุณก็สามารถแบกจักรยานสุดแพงของคุณขึ้นไปบนยอดเขาและปั่นลงมาแบบ Downhill กับเส้นทางที่เลือกได้ทั้ง โหด มันส์ หรือ ชมวิวชิลๆ แบบเบบี๋ๆ ก็ยังได้ งานนี้ต้องขอบอกว่าผมเองก็อยากจะลองดูสักตั้งเหมือนกัน เพราะจริงๆแล้ว Downhill moutainbike ก็เป็นหนึ่งในกีฬาโปรดของผมตั้งแต่สมัยยังเด็กๆเหมือนกัน  แต่เพราะรถมันแพงก็เลยมีปัญญาแค่เอารถ Cross country  ไปขี่แบบ Downhill ที่ไม่โหดมากจนต้องถึงขนาดใช้จักรยานแบบ Full-suspension

 

เก้าอี้ขนาด 5 ที่นั่ง ที่ถูกยึดไว้กับสายเคเบิ้ลเหล็กขนาดเท่าแขนของผม กำลังค่อยๆเลื่อนเข้ามาสู่สถานีกระเช้า Films dorf สำหรับบ่ายวันอาทิตย์แบบนี้นักท่องเที่ยวก็ไม่ได้ดูหนาตามากแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ กระเช้าก็เลยไม่ต้องรอคิวนานนัก เพราะหลังจากได้ชมวิวอลังการจากบนรถบัสมาแล้วพวกเราก็แทบอดใจไม่ไหว ที่จะได้ขึ้นไปดูวิวจากบนยอดเขาซึ่งคาดว่าคงอลังการกว่ามาก  ผมกับว่าที่ดร.หนุ่มเจ้าโปรเจคหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ลอยฟ้าแบบทุลักทุเลเพราะมี Backpack ขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังทำให้กินพื้นที่ในการนั่งไปไม่น้อย หากใครมาแล้วมีเป้มาด้วยก็ควรจะเอามาไว้ด้านหน้าจะได้สะดวกเวลาขึ้นลงกระเช้า

ระหว่างขึ้นกระเช้ามาเราก็เริ่มเห็นวิวต่างๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นอกจากภูเขาขนามหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าแล้วด้านล่างก็ยังมีหมู่บ้านน่ารักๆของชาวสวิสกับทุ่งหญ้าสีเขียวที่ยาวสุดลูกหูลูกตาให้ดูเพลินๆอีกด้วย แม้แต่จะแหงนมองท้องฟ้าอากาศก็ช่างเป็นใจเพราะวันนี้ไม่มีเมฆเลยแม้แต่นิดเดียว เลยทำให้ได้เห็นท้องฟ้าสีฟ้าเข้มที่ไล่เฉดสีตัดกับภูเขาและทุ่งหญ้าสีเขียวสวยงาม ตอนนี้ความรู้สึกของผมไม่ต่างอะไรจากเด็ก 10 ขวบที่ได้ไปสวนสัตว์ครั้งแรก เวลานั่งอยู่บนรถไฟเล็กๆที่กำลังแล่นไปรอบๆสวนสัตว์ มองอะไรก็อู้ฮู้ อยากรู้อยากเห็นไปหมดทุกอย่าง

ระหว่างนั่งกระเช้าผมเองก็หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปไปด้วยแม้จะลำบากอยู่บ้างก็ตาม  แต่ก็อดใจไม่ได้เมื่อได้เห็นวิวสวยๆแบบนี้ ยิ่งได้เห็นชาวสวิสพื้นเมืองที่ใช้ชีวิตกันแบบสมถะท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้ด้วยแล้ว  คงทำให้คนเมืองแบบผมหรือหลายๆคนอยากที่จะออกมาจากความวุ่นวายในตัวเมือง หันมาใช้ชีวิตที่ไม่มีนาฬิกาแบบนี้บ้าง

 

หลังจากใช้เวลาไปเกือบ 20 นาทีบนกระเช้า เราได้ผ่านจุดต่อเชื่อมต่างๆมาถึงสามจุด สุดท้ายเราก็มาถึงสถานี Cassons ซึ่งเป็นสถานีที่สูงที่สุดของ Films ที่ความสูง 2600 เมตร (บอกแล้วว่าคุ้มค่ากระเช้า..เห็นไหมล่ะ)

บนนี้นอกจากจะมีวิวสวยๆสุดอลังการให้เราได้ยลกันแล้วก็ยังมีร้านอาหารเล็กๆไว้บริการเราอีกด้วยซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงมากนักอยู่ราวๆ 15 – 30 CHF รวมอาหารและน้ำ ซึ่งที่นี่ผมว่าอาหารแพงๆมักจะอยู่ในเมืองมากกว่าอยู่บนภูเขาเสียอีก ส่วนร้านอาหารที่นี่ก็จะมีระเบียงขนาดกลางยื่นออกไปข้างนอกเพื่อให้เรานั่งชมวิวสวยๆขณะที่กำลังทานอาหารไปด้วย ถ้ามาช่วงเช้าๆ ที่แดดยังไม่แรงเท่าไร ก็จะสามารถนั่งกินลมชมวิวสบายๆ แบบไม่ร้อนได้เลยทีเดียว

จบเรื่องร้านอาหาร ตอนนี้ผมกับว่าที่ดร.หนุ่มเจ้าโปรเจคกำลังกางแผนที่ดูว่าเส้นทางที่เรากำลังไปนั้นอยู่ทิศทางไหนและต้องใช้เวลาเท่าไรในการเดิน พร้อมกับสำรวจหาจุดชมวิวที่น่าสนใจรอบๆบริเวณเส้นทางหลัก เพื่อที่เราจะได้ใช้เป็นที่นั่งพักกินข้าวกลางวันที่ห่อมาเองจากบ้าน (อาจจะแปลกสำหรับชีวิตคนเมืองอย่างเราๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพไปบ้างแต่าำหรับผมการห่อข้าวมาจากที่บ้านนั้นมันเป็นการประหยัดได้ดีเลยทีเดียว แต่ประเดนหลักคงไม่ใช่เรื่องประหยัด แต่เป็นเรื่องความอร่อยมากกว่า : ) )

ในที่สุดผมกับว่าที่ดร.หนุ่มเจ้าโปรเจค เราสรุปกันแล้วว่าเราจะใช้เส้นทางหมายเลข 6  Cassons – Tschingelhörner – Alp Nagens high altitude trail ผ่านไปยัง Segnes – Pass เพื่อที่จะไปดูเจ้า Martinloch รูหินขนาดยักษ์กลางภูเขาที่เกิดจากธรรมชาติซึ่งเป็น Climax ของทริปนี้(คาดว่า)  และดูจากแผนแล้วงานนี้สิริระยะทางที่ 11 กิโลเมตร ระดับความสูง 850 เมตร และเวลาเดินโดยประมาณคือ 3 ชั่วโมง (เดี๋ยวมาดูกันว่าจะ 3 ชั่วโมงจริงหรือไม่)

วิวสวยๆ ที่ไม่ไกลจากสถานีกระเช้ามากนัก ที่ทำเอานักเดินทางกะโปโลอย่างผมแทบละลาย

เขียน Blog เวลาตีสามนี่มันช่างมึนและง่วงจริงๆ แถมยังแทบจะไม่มีเวลาสำหรับการตรวจทานใดๆเลย หากผมพิมพ์ผิด ใช้ภาษางงๆ ก็อย่าว่ากันเลยนะครับ ฮ่าๆๆ ส่วน “ท้องฟ้า ภูเขา ทะเลสาบ” ตอนที่ 1 ผมคงต้องขอพักเรื่องราวการเดินทางของ 7thsense ไว้เพียงเท่านี้ก่อน แล้วตอนที่ 2 ผมจะพาไปพบกับ Martinloch มรดกโลกที่ทุกคนรอคอย หลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ครับ

7th Sense

Creative Commons License
❝ท้องฟ้า ภูเขา ทะเลสาบ❞ ตอนที่ 1 by 7th Sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.