[ ชีวิตมุมต่าง ] 2


“จุดเริ่มต้นของการเดินทาง”

ต่อจากตอนที่แล้ว [ชีวิตมุมต่าง] ผมต้องบอกก่อนว่าโปรเจคนี้เริ่มต้นเมื่อตอนปลายปี 2011 ช่วงเดือนกันยายน ซึ่งผ่านมาถึงตอนนี้ก็เกือบๆจะครบปีแล้ว (ทำงานช้าจริงๆ) แน่นอนครับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะงบประมาณมีจำกัดและความขี้เกียจมีปริมาณสูงจึงทำให้เกิดเหตุการณ์ล่าช้าเช่นนี้  ยังไม่นับเรื่องไอเดียตีบตันที่เป็นปัญหามาช้านาน

หลังจากหาข้อมูลต่างๆมามากพอ ผมก็เริ่มแพลนทุกสิ่งอย่างสำหรับการถ่ายทำและการลงพื้นที่เก็บข้อมูลต่างๆ รวมถึงการบันทึกเสียงด้วย ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของงาน เนื่องจากดนตรีพื้นเมืองนั้นจำเป็นจะต้องถูกบันทึกไว้เพื่อที่จะนำเอา Original sound materials ต่างๆกลับมาที่สวิสและพัฒนาต่อสำหรับงาน Soundtrack และเก็บไว้ใช้ต่อยอดอีกในภายภาคหน้า งานนี้อุปกรณ์ต่างๆจึงเป็นส่วนสำคัญไม่ว่าจะเป็นชุดเครื่องบันทึกเสียงนอกสถานที่ Field Recording, Microphone หลากหลายชนิด รวมถึงสายสัญญาณและ Battery ต่างๆต้องถูกเตรียมให้พร้อมสำหรับการลงพื้นที่ เพราะพื้นที่ที่เราจะไปนั้นอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หากเกิดการผิดพลาดอะไรขึ้นมาโอกาสทีจะหาอุปกรณ์ชิ้นใหม่มาทดแทนนั้นคงเป็นไปไม่ได้

“แพ็คกระเป๋ากลับบ้านนอก”

02.00 น. สองวันก่อนวันเดินทาง ภายในห้องนั่งเล่นของอาพารท์เม้นท์เล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองซูริค ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์นานาชนิดวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ เสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวที่มีเพียง 3% ของสิ่งที่ต้องขนไปด้วยทั้งหมดถูกจัดอยู่ในกระเป๋า Backpack เรียบร้อย อุปกรณ์เสียงและเครื่องมือต่างๆ ทุกชิ้นถูกติด Tag และลงทะเบียนใน Asset list พร้อม Commerciel invoice สำหรับเจ้าหน้าที่ศุลกากรในกรณีที่เรียกตรวจของทั้งหมด  ทั้งนี้ทั้งนั้นผมต้องทำ ATA Carnet เผื่อไว้ด้วย เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตอนเข้าไทยว่า อุปกรณ์ราคาขนาดซื้อรถได้พวกนี้ จะถูกนำมาใช้เพื่อการถ่ายทำภาพยนต์สารคดีในระยะสั้นๆเท่านั้น เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าให้อุปกรณ์เหล่านี้

หลายคนเมื่อเห็นภาพด้านบนอาจจะเกิดความสงสัยว่าอุปกรณ์ไรเยอะขนาดนี้ ขออธิบายคร่าวๆว่าการลงพื้นที่บันทึกเสียงของผมนั้นต้องบันทึกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีที่มีหลายเครื่องดนตรี, เสียงร้อง, เสียงบรรยากาศ ที่เรียกกันว่า Ambient หรือแม้กระทั่งเสียงให้สัมภาษณ์ ก็อยู่ในลิสต์ที่ต้องบันทึกด้วย เพราะฉนั้น Microphone จึงเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด

ที่เห็นเรียงรายเยอะๆในรูปภาพนั่นก็คือ Microphone หลากหลายชนิด เช่นไมค์สำหรับเครื่องดนตรีที่มีเสียงแหลม ไมค์สำหรับเครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้ม ไมค์สำเสียงร้อง ไมค์สำหรับ Ambient และไมค์สำหรับ Interview อีกทั้งยังมีอุปกรณ์กันลมสำหรับไมค์ (ที่เห็นเป็นเหมือนขนแมวกลมๆ เรียกว่า Blimp/Winshield) ส่วนในกล่องใหญ่ก็จะเป็นเครื่องอัดเสียงแบบ 8 Tracks สำหรับบันทึกเสียงวงดนตรี และ Field Recorder 2 Tracks สำหรับการอัดบันทึกนอกสถานท่ี

เมื่อทุกอย่างพร้อมและเข้าที่ เราก็เตรียมตัวกลับบ้านนอกกันได้แล้ว : )

“เซอร์ไพรส์ไทยแลนด์”

ผมเดินทางกลับบ้านเกิดด้วยสายการบิน Air Berlin เหตุผลเพราะว่าผมเป็นสมาชิก Silver และประโยชน์ของมันคือขนของเพิ่มได้ 10 กิโล ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญกับผมมาก ถึงแม้ว่าเครื่องบินจะไม่ได้หรูหราเหมือนสายการบินแขกหลายๆเจ้าที่คนนิยมกัน แต่บริการคุณภาพเรื่องอาหาร การขนของ และอื่นๆ ก็มาตรฐานโอเค ไม่เหมือน US Airway สุดโหดที่ผมเคยประสบพบเจอมา และหากเมื่อเทียบกับการต้องเสียค่าน้ำหนักเพิ่มแล้วคงทำให้เงินในกระเป๋าลดลงไปเยอะเลยทีเดียว ซึ่งอัตราค่าน้ำหนักเกินอยู่ที่ 20EUR/k.g. ถ้า 10 กิโลก็…. พูดง่ายๆกระเป๋าแหกครับ

ระหว่างนั่งเครื่องมาผมก็เป็นกังวลอยู่ไม่น้อยเรื่องน้ำท่วมช่วงนั้นก็ติดตามข่าวอยู่พอสมควร  รวมถึงวันที่ผมเดินทางไปถึงนั้นข่าวก็บอกว่าน้ำมาถึงกรุงเทพพอดี งานนี้เริ่มเครียดครับเพราะบ้านผมที่ห้วยขวางน้ำก็กำลังเริ่มล้นออกมาจากคลองเจ้าพระยา(ไม่ใช่แม่น้ำเจ้าพระยานะ)เช่นกัน

บนเที่ยวบิน Dusseldorf – Bangkok ตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นว่าผมคงจัเป็นคนไทย ก็เลยเข้ามาคุยกับผม เค้าบอกว่าชอบเมืองไทยมาก และนี่คือการมาเที่ยวเมืองไทยครั้งแรกคุณมีอะไรแนะนำบ้าง ผมจึงบอกไปว่ายูมาผิดเวลาไปแล้วล่ะตอนนี้เมืองไทยน้ำมันท่วม โดยเฉพาะถ้าจะเที่ยวกรุงเทพนี่เป็นไปได้ยาก เพราะน้ำมันกำลังมา ทางที่ดีไปเชียงใหม่หรือปายก็จะพอหลบน้ำได้บ้าง พอพูดจบไอ้ฝรั่งคนนี้ก็เริ่มเครียด ประจวบกับผู้โดยสารที่นั่งถัดไปเริ่มคุยกันถึงเรื่องแผนรับมือว่าจะทำอย่างไรกัน มีหลายคนบอกว่าเปลี่ยนไฟลท์ไปสิงโปร์เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนวันเดินทาง ส่วนผมก็สบายตัวเพราะต่อเครื่องไปลงขอนแก่น

ไม่นานเครื่องก็ลดระดับลงเมื่อใกล้ถึงเวลาลงจอด ช่วงระหว่างช่วงอยุธยา-กรุงเทพ บทสนทนาของผมกับเจ้ารัสเซียข้างๆก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

ผม : ชี้ไปที่หน้าต่าง “Hey look, it’s a full of water over here”

ผู้โดยสารชาวรัสเซีย : หันไปดูที่หน้าต่าง “Where is the land ? I can’t see any of them”

“Oh I think I have to change the plan to go to Chaing mai instead”

ผม : well think positive, it’s perfect for holiday sailing : )

ผู้โดยสารชาวรัสเซีย : 0_O

และนั่นคือภาพจากบนเครื่องบินที่คุณไม่สามารถเห็นได้บ่อยนัก เพราะทุกๆที่มีแต่น้ำจริงๆ แม้แต่สุวรรณภูมิเองยังถูกล้อมรอบไปด้วยน้ำ มีเพียงสนามบินเป็นหย่อมเล็กๆเท่านั้นที่เห็นเป็นสิ่งปลูกสร้าง เมื่อมองจากด้านบน นับได้ว่าเป็นเซอร์ไพรส์ไทยแลนด์ของจริง และสรุปว่ารัสเซียที่นั่งมาด้วยกันก็ต้องนอนโรงแรมที่สุวรรณภูมิเพื่อรอต่อเครื่องไปเจียงใหม่ในอีกสองวัน เพราะโรงแรมที่เค้าจองไว้ดันอยู่ติดเจ้าพระยา ซึ่งน้ำตอนนั้นก็ระดับเอวกันเลยทีเดียว ว่าไปก็สงสารเค้าเหมือนกันอุตส่าห์เก็บตังค์จะมาเที่ยวชิวๆ ดันเจอน้ำท่วมซะนี่

 “คน รถ น้ำ”

หลังจากกลับบ้านที่ชัยภูมิไป 1 อาทิตย์ ติดต่อกับผู้ประสานงานท้องถิ่นทั้งหมดเรียบร้อย ประจวบกับสถานะการณ์น้ำท่วมเริ่มบรรเทาไปบ้าง ผมจึงตัดสินใจกลับเข้ากรุงเทพเพื่อเตรียมพร้อมกับทีมงานอีกรอบก่อนออกเดินทางเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากวัฒนธรรมจังหวัดได้ติดต่อมาว่าจะมีพิธีไหว้ครู “โจลมะม็วด” ประจำปีในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์อีกสองวันข้างหน้า งานนี้เร่งด่วนมาแบบไม่ทันตั้งตัว  แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นโอกาสที่เราจะได้ไปเก็บภาพและเสียงในพิธีสำคัญที่ปีนึงจะจัดเพียงครั้งนึง เป็นโอกาสนี้หาได้ไม่ง่ายนัก

เช้ามืดวันศุกร์ทีมงานทั้งหมดพร้อมกันที่จุดนัดหมาย ขนอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆขึ้นรถอย่างกระท่อนกระแท่น เพราะนอกจากอุปกรณ์เสียงของผมแล้วยังมีอุปกรณ์ถ่ายทำอีกด้วย เมื่อรวมทีมงานทั้งหมด 9 คน จึงทำให้รถตู้ที่ใช้เดินทางดูแคบไปถนัดตาเลยทีเดียว

หลังจากวางแผนเส้นทางการหนีน้ำเรียบร้อยแล้วเราก็พร้อมล้อหมุนออกเดินทางกัน  งานนี้เราเลือกที่จะไปทางรามอินทรา – วงแหวนรอบนอกแล้วไปออกที่ลำลูกกาดูจะเป็นทางที่พอจะไปได้มากที่สุด  ก่อนที่จะวกกลับไปเข้าถนนมิตรภาพในภายหลัง

เมื่อรถเริ่มผ่านช่วงทางยกระดับพวกเราสังเกตเห็นรถมากมายจอดหนีน้ำอยู่เรียงรายอยู่ตามทางจำนวนมาก ทั้งแท๊กซี่ รถเมล์ รถส่วนตัว เต็มไปหมด มีหลายคันถูกทุบเพื่อที่จะเข้าไปขโมยของด้านใน แต่ที่เจ็บช้ำกว่าคือหลายคันถูกชนแบบยับเยิน ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจว่ามันชนกันไปได้ยังไงเพราะรถก็จอดอยู่เฉยๆ ดูแล้วทำให้อดจินตนาการไปถึงตอนที่วิกฤตน้ำท่วมหนักๆ ไม่ได้ ว่าทุกคนพยายามหนีเอาตัวรอดและรักษาทรัพย์สินตัวเองก็สุดฤิทธิ์ และตอนนั้นก็คงไม่มีใครแคร์ว่าทรัพย์สินของใครเป็นของใครเลยอาจทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา และยุคนั้นเป็นยุคที่ถือได้ว่าเป็นวิฤตครั้งใหญ่ ยุคที่น้ำเปล่าแพ๊คละ 300 – 500 และเรือพลาสติกง่อยๆราคาดาวน์รถมอเตอร์ไซต์ได้

หลังผ่านไปสามชั่วโมงเราก็ฝ่าน้ำแบบเบบี๋ช่วงลำลูกกามาได้ แต่ของจริงนั้นเพิ่งจะเริ่ม เมื่อเราเริ่มเข้าถนนรังสิต – นครนายก น้ำบางช่วงยังสูงอยู่ระดับเอว รถตู้ที่บรรทุกผมและทีมงานจึงต้องเลือกวิ่งบนเส้นทางที่น้ำตื้นที่สุด  ซึ่งในกรณีนี้ต้องใช้การคาดเดาอย่างเดียว เพราะสิ่งที่เราเห็นกันเบื้องหน้าก็คือน้ำทั้งหมด ไม่รู้ว่าตรงไหนตื้นตรงไหนลึก ไอเดียที่ดีที่สุดตอนนี้คือสังเกตจากรถคันหน้า งานนี้เราจึงต้องทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควรเพื่อที่จะได้เห็นว่ามันผ่านไปได้จริงๆหรือเปล่า ถ้าคันหน้าไปไม่ได้หรือจมไปต่อหน้าต่อตา เราจะได้หักหลบไปทางอื่น หรือเรียกง่ายๆว่าส่งคันหน้าไปตายก่อนนั่นเอง !

“เข้าที่เข้าทาง”

หลังจากผจญกับมวลน้ำมหาสารที่เค้าว่ากันว่า “เอาอยู่ๆ” ผมและทีมงานหมดเวลาไปราวสี่ชั่วโมงกว่าจะออกมายังพื้นที่น้ำแห้งได้  รถของเรามีปัญหาเครื่องดับอยู่หลายครั้งเนื่องจากการฝ่าน้ำท่วม แต่ก็ยังพอวิ่งไปได้อยู่ ซึ่งเราจะแวะพักรถที่โคราชเพื่อตรวจสอบความเสียหายอีกครั้งหนึ่ง

ระหว่างนี้ผมก็เริ่มคิดถึงแพลนคร่าวๆว่าเมื่อไปถึงแล้วเราจะต้องทำอะไรกันบ้าง ผมเริ่มลำดับบุคคลที่เราจะต้องไปพบและสัมภาษณ์ งานนี้หลักๆมีอยู่ทั้งหมด 3 คน ที่เป็นผู้ดำเนินการหลักในพิธีกรรม ซึ่งยังไม่รวมตัวประกอบอื่นๆ เช่นนักดนตรีและพวกลูกศิษย์ของผู้นำการประกอบพิธีโจลมะม็วด

ผมขอพูดถึงบุคคลหลักทั้งสามคนนี้ก่อนคร่าวๆเพื่อจะได้เห็นภาพกันสักเล็กน้อยก่อนที่เราจะไปรู้จักเค้าจริงๆ ซึ่งทั้งสามคนนี้มี background ที่ต่างกันแต่เหมือนกัน เรียกว่าเหมือนในความต่าง : )

คนแรกคือร่างทรงที่ชื่อว่า “อมร” เธอทำหน้าที่เป็นร่างทรงเพื่อรักษาคนป่วยและให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้คน  เธอทำพิธีเข้าทรงทั้งของเทพเจ้าและวิญญาณครูบาอาจารย์,บรรพบุรุษ และแม้จะเพิ่งรับองค์มาได้เพียงสามปีแต่ก็มีจำนวนลูกศิษย์ลูกหาไม่น้อยเลยทีเดียว

ส่วนคนที่สองคือ “เปรย” ยายเฒ่าอายุ 70 ปี (ถ้าจำไม่ผิด) ทำหน้าที่เป็นแม่หมอในการเข้าทรงรักษาปัดเป่าวิญญาณที่มาทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยแก่ผู้คนภายในหมู่บ้านมาหลายสิบปี (ต่างจาก อมร ตรงที่เธอไม่ใช่องค์ประทับของใคร) ซึ่งผมก็ได้แวะไปเยี่ยมแกก่อนหน้านี้มาแล้ว ต้องขอบอกว่าบ้านที่แกอยู่ทำหลายๆคนขนลุกไม่น้อย โดยเฉพาะ character ของยายเองและโต๊ะหมู่บูชาที่เต็มไปด้วยหยักไย่ สมกับเป็นแม่หมอขมังเวทย์จริงๆ

คนที่สามเป็นครูเพลง “น้ำผึ้ง” ซึ่งหลายๆคนรู้จักกันในนามครูน้ำผึ้งเมืองสุรินทร์ เธอเป็นครูเพลงผู้ที่ทำการบวงสรวงเทพเจ้าและบรรพบุรุษให้กับพิธีสำคัญๆ มาตั้งแต่อายุยังน้อย และผมหวังว่าครูท่านนี้แหละที่จะช่วยไขความกระจ่างเรื่องดนตรีพิธีกรรมให้กับผมได้

แน่นอนว่าสามคนนี้แม้ทำหน้าต่างกันที่ในพิธีกรรม  แต่ที่ฉงนกว่านั้น ความเหมือนกันก็คือ  ก่อนที่ทุกคนจะเข้ามารับใช้พิธีกรรมนั้นล้วนป่วยเป็นโรคประหลาดที่รักษาไม่หายมาก่อนเหมือนๆกัน ทั้งยังเกิดนิมิตว่ามีคน/วิญญาณจะมาขอเอาพวกเธอเหล่านั้นเป็นร่างทรงอีกด้วย มิเช่นนั้นก็จะทำให้เจ็บป่วยต่อไป !!

ซึ่งตอนหน้าผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับ “อมร” กันที่อาศรมของเธอ

7th Sense

Creative Commons License
ชีวิตมุมต่าง 2 by 7th Sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.