❝นิวยอร์ค❞ ศิลปะ ศิลปิน และ ศิลเปรอะ


เช้าวันที่ 3  ของชีวิตในนครที่เวลาเดินเร็วที่สุดในโลกแห่งนี้ ผมตื่นมาด้วยอาการงัวเงียหลังจากการเร่ร่อนไปสำรวจร้านอาหารญี่ปุ่นแถบ East Village และแจ๊สคลับแถวๆ Upper West กว่าจะกลับถึงที่พักก็ปาเข้าไปตีสี่ วันนี้เพื่อนๆที่พักห้องเดียวกันก็เริ่มตื่นกันบ้างแล้วแต่ยังนอนกันอยู่บนเตียง ส่วนนึงก็ยังหลับอยู่ ตอนนี้เวลาก็ปาเข้าไป 9 โมงครึ่ง ทำให้ผมรู้สึกว่าคนพวกนี้ตื่นสายเหมือนกันแฮะ เพราะปรกติ Tourist จะตื่นกันแต่ไก่โห่เพราะกลัวเสียวเวลาเที่ยว แต่งานนี้กลับกันเพราะดูทุกคนจะเที่ยวกันแบบสบายๆ วันนี้เป้าหมายของผมคือ 5 Pointz, MOMA PS1 และ Booklyn Bridge ก่อนที่จะไปเสวนากับเหล่าเพื่อนๆที่ทำโปรเจคด้วยกันในตอนเย็นอีกครั้งและแวะไปฟังแจ๊สคลับในตำนาน The Blue Note ในช่วงดึก


“ศิลปะ แบบ เปรอะๆ”

เช้าวันนี้ผมตรงไปที่ 5 Pointz ก่อนเป็นอันดับแรก  ที่นี่เป็นหมู่มวลตึกขนาดย่อมๆตั้งอยู่ใน Long island city , NY ใช้เวลานั่งรถใต้ดินไม่นานนักบวกกับเดินอีกนิดหน่อยก็มาถึงที่นี่ได้ไม่ยาก เจ้าหมู่มวลตึกเหล่านี้ได้ถูกใช้เป็นสถานที่แสดงงานศิลปะให้ใครต่อใครที่เดินผ่านไปมาได้ชมกันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ส่วนเจ้าศิลปะที่ว่านี้ก็ไม่ใช่งานแบบล้ำลึกสุดจะหยั่งถึงแต่อย่างใด แต่มันคือ “Graffiti” นั่นเอง ที่นี่คุณสามารถเพ้นท์ได้ตามใจชอบโดยที่ไม่มีใครมาจับคุณไปนอนกินข้าวแดงในคุก แต่…คุณต้องติดต่อกับทางเจ้าของโครงการเสียก่อนก่อนที่จะมีการเพ้นท์ Graffiti

ที่ 5 Pointz นั้นพิเศษกว่าที่อื่นๆ เพราะส่วนใหญ่ที่เราเห็นมักจะเป็นตัวหนังสือหรือข้อความ แต่ที่นี่ก็จะหนักไปทางรูปภาพซะส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นรู้ภาพของ Rapper, นักร้อง R&B และอื่นๆ ทำให้ที่นี่ดูแปลกและแหวกแนวกว่าที่อื่นๆ ส่วนที่พิเศษอีกอย่างนึงก็คือที่นี่จะมีภาพที่เพ้นท์โดยศิลปินที่เรียกว่า Featured Artist Piece ที่มาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก (ดั้นด้นมาเพ้นท์ Graffiti กันถึง NYC  นี่นับว่าไม่ธรรมดากันจริงๆ) ในสวิสเองก็มีพวก Graffiti อยู่ไม่น้อยตามเมืองต่างๆโดยเฉพาะ Berne หรือ Zurich เมืองที่ผมอยู่ก็มีเยอะไม่แพ้กันเพียงแต่ที่นี่ส่วนใหญ่ทำกันแบบลักลอบเข้าไปทำ หลายครั้งที่ผมเห็นรถไฟ Regio Express ของสวิสลายใหม่ๆ จากฝีมือของเหล่าศิลปินจอมโจรที่มีความสามารถลอบเข้าไปเพ้นท์บนโบกี้รถไฟได้

สำหรับคนทั่วๆไปหรือเจ้าหน้าที่การรถไฟคงด่ากันให้ขรม แต่สำหรับคนเพ้นท์นั้นต้องเรียกได้ว่า เจ๋งกว่าคนอื่นแน่ๆ  จริงๆผมเองค่อนข้างชื่นชมคนที่ NYC ที่เค้าสามารถบริหารจัดการให้เกิดการเพ้นท์แบบเป็นที่เป็นทางขึ้นมาให้คนอื่นๆที่สนใจได้มาดูมาชมงานศิลปะแบบนี้ เพราะ Graffiti ถ้าไม่เพ้นท์บนตึกกำแพงหรือสถานที่สาธารณะก็คงจะไม่ใช่ Graffiti เพราะสิ่งที่พูดมาทั้งหมดมันคือวัฒนธรรมของ Graffiti ถ้าขาดคุณสมบัติใดไปอย่างนึงก็เท่ากับว่าไม่ใช่ Graffiti อย่างแท้จริง ออลืมไป ไม่น่าเชื่อว่ามีทัวร์มาลงด้วย ! เป็นล่ำเป็นสันกันทีเดียว

ถึงแม้นิวยอร์คจะเป็นเมืองที่เพิ่งเกิดใหม่ ไม่ค่อยมีวัฒนธรรมเก่าแก่เหมือนทางยุโรปและเอเชียแต่จากการสัมผัสกับผู้คนที่นี่ ผมรู้สึกว่าคนเหล่านี้ก็พยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่เป็นของตนเองอยู่ตลอดเวลา นอกจากจะมีความหลากหลายแล้วเค้ายังทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเสียด้วย จนถึงขั้นที่ประเทศต่างๆที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่แข็งแรง ยังรับเอาวัฒนธรรมเหล่านี้ไปปฎิบัติ ว่าแล้วก็นึกถึงเมืองไทย ที่แม้ขนาดจะรักษาวัฒนธรรมเดิมๆเอาไว้แต่ก็ยังไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร หรือแม้แต่การสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆก็มีน้อย ถ้าจะมีก็เป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ออกแนว “Thailand only” ซะเป็นส่วนใหญ่

ตั้งแต่ผมเกิดมาก็ได้ยินแต่ว่าฝรั่งดีฝรั่งเจ๋ง อะไรที่ไม่ใช่ของไทยดูจะดีและมีคุณภาพไปหมด แล้วผู้คนก็คลั่งไคล้อะไรพวกนี้ โดยที่ไม่เคยหันกลับมามองตัวเราเองว่าจริงๆแล้วสิ่งที่เรามีอยู่มันยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันแต่ไม่ยอมหันมาพัฒนาของๆตัวเองให้แข็งแรงจนเป็นที่เลื่องลือได้ ขณะเดียวกันกลับชอบรับเอาของคนอื่นมาแล้วบอกว่าเจ๋งว่าคูล แถมบางกลุ่มก็ดูถูกของที่ตัวเองมีอยู่แล้วว่าล้าสมัย โบราณ

แม้บางครั้งที่หน่วยงานรัฐเข้ามาสนับสนุน แต่ก็เป็นเพียงการสร้างภาพทำข่าวเอาหน้าเท่านั้น ไม่ได้ทำออกมาเป็นแผนการสนับสนุนจริงๆจังๆ ให้ยาวจนไปถึงอนาคตในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้า ของไทยเลยกลายเป็นว่าบูมเป็นอย่างๆเป็นพักๆ แล้วก็หายไป ไม่มีใครนึกถึง

Credit : thanks 5 Pointz for the all great photos


บางสิ่งที่เรียกว่า “การเข้าถึง”

หลังเสร็จจาก 5 Pointz ผมเดินย้อนกลับไปทางทิศเหนือเพียงบล๊อกเดียวก็เจอกับ MOMA PS1 พิพิธภัณฑ์พี่น้องกับ MOMA และข้อดีของมันก็คือทุกวันศุกร์ MOMA จะเข้าฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดและตั๋วของ MOMA สามารถนำมาใช้ต่อที่ MOMA PS1 ได้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีอายุ 1 เดือนหลังจากที่เข้า MOMA ไปแล้ว งานนี้เรียกได้ว่าไม่ต้องยิงปืนก็ได้นกสองตัว !

หลังจากแลกบัตรเข้าชมพร้อมติดสติ๊กเกอร์บนหน้าอกแล้วก็พร้อมเข้าสู่ MOMA PS1 (รปภ ที่ีนี่ซีเรียสมาก ต้องติดสติ๊กเกอร์ให้เห็นชัดเจนที่อกก่อนเข้า ไม่งั้นมันจะแยกเขี้ยวใส่ ประหนึ่งคุณเป็นผู้ก่อการร้าย) ผมเดินเข้ามาเรื่อยๆตามทางเดินก็พบว่าที่นี่แปลกกว่า MOMA ตรงที่สถานที่จัดแสดงงานนั้นไม่ได้เป็นตึกที่ดูโมเดิร์นแต่กลับเป็นตึกเก่าๆสไตล์ Loft ที่แม้แต่ผาผนังด้านในก็ลอกและผุพังไปพอสมควร ที่นี่ศิลปะจะค่อนข้างไปทางอินดี้มากกว่าทาง MOMA ที่เป็นโมเดิร์นเต็มตัว

ด้วยความที่นี่มีงานหลายแบบผมจะขอเลือกเอาที่ผมประทับใจและเข้าถึงมาเล่าแล้วกัน ส่วนอันที่ไม่เล่าแสดงว่าเข้สไม่ถึงหรือไม่น่าสนใจ : ) ตัวแรกที่ดูเหมือนจะไม่น่าสนใจก็คือ Animal Adoption เป็นนิทรรศการที่ทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือการรับเลี้ยงสัตว์ ตามประตูและป้ายทางเข้าถูกแปะด้วยกระดาษที่เขียนคำว่า “Caution ! This exhibition contain live animal” ผมนึกในใจ บ๊ะ ! เขียนขู่ซะน่ากลัว นึกในใจว่า “มันมีสิ่งมีชีวิตแล้วยังไง ? งง ต้องระวังขนาดนั้นเหรอ ?” ที่สำคัญมันแปะไว้ทุกระยะ สงสัยคงกลัวว่าเราจะไม่ระวัง -_” ผมเข้าไปห้องแรกเป็นกิ่งก่าอยู่ในกรงมีไฟสีแดงส่องอยู่ที่ตัวกิ้งก่า พลางเดินไปอ่านคำอธิบายงาน อ่านผ่นๆไป 3 บรรทัดรู้สึกงงงวยกับภาษาที่เค้าเขียนไว้ก็เลย… XXX เป็นอันว่าอันนี้ไม่ผ่านนะฮ๊าฟฟ

หลังจากนั้นเดินออกมายังห้องข้างๆกัน เอาอีกแล้วไอ้ป้าย caution มันจะเตือนอะไรขนาดน๊านนน เอาทุกห้องทุกทางเข้าเลยนะเนี่ย (นึกในใจแบบดังๆ) หลังจากบ่นพึมพัมคนเดียวก็มาถึงห้องจัดแสดงงานเพื่อน้องเหมียว ห้องนี้บอกว่าเป็นห้องของน้องเหมียวที่กำลังรอคนมารับเลี้ยง (ป้ายเขียนบอกไว้ด้านหน้า) ผมมองไปในห้อง มีโซฟา 1 ตัวที่เต็มไปด้วยขนแมว กรงแมว 1 กรง หนังสือ 1 เล่มและแก้วน้ำ 1 ใบ  บรรยากาศภายในห้องนั้นเหมือนกับเป็นบ้านคนไม่มีผิด เมื่อคุณเข้าไปจะรู้สึกเหมือนว่าคุณได้อยู่บ้านที่แสนอบอุ่น กรงของน้องเหมียวที่ตั้งอยู่ด้านข้างโซฟา ฝากรงถูกเปิดเอาไว้ราวกับว่าน้องเมียวเพิ่งมาถึงบ้านหลังนี้ได้ไม่นาน ซึ่งตอนนี้ผมกำลังเริ่มสัมผัสว่าศิลปินกำลังพยายามจะส่งสารอะไรถึงเรา ในขณะที่เจ๊ฝรั่งที่เข้ามาพร้อมกันกำลังมองหาแมวให้ง่วน แต่ความจริงคือในห้องนั้นไม่มีแมวสักตัว !  ผมเองมองหาแมวแต่แรกแล้วแต่พอไม่เจอก็คิดได้ว่ามันจะต้องเป็น concept ของศิลปินแน่ๆ  จากการสัมผัสผมลองแปลความหมายของงานตัวนี้ได้ประมาณนี้คือ

ศิลปินต้องการสร้างบรรยากาศให้เหมือนกับบ้านที่มีคนอยู่ และเป็นบ้านที่ดูอบอุ่น โดยดูจากโซฟาหนังสือแก้วน้ำและบรรยากาศของแสงภายในห้อง กรงแมวที่ถูกเปิดอยู่แสดงให้เห็นว่าเพิ่งมีการรับอุปถัมภ์น้องเหมียวมาหมาดๆ ยังไม่ถึงชั่วโมง และการที่เรารู้สึกอบอุ่นเมื่อเข้ามาในห้องๆนี้ ก็เสมือนกับว่า ถ้าเรารู้สึกอบอุ่น น้องแมวที่ถูกทอดทิ้งเมื่อได้รับการอุปถัมภ์ก็จะได้รับความรู้สึกเช่นเดียวกับที่เราเช่นกัน พูดง่ายๆคือศิลปินพยายามจะสื่อกับเราว่า แมวมันรู้สึกยังไงเมื่อได้มีบ้านหลังใหม่ไว้ให้อาศัยและพักพิง

หลังจากตีความได้สักพักผมก็เดินไปอ่านข้อความที่ทางศิลปินได้เขียนไว้ ในนั้นเขียนไว้ว่าหากท่านจ่ายเงิน 100$ น้องเหมียวจะถูกรับไปเลี้ยง และหากท่านไม่เห็นแมวอยู่ในห้องนี้ก็แสดงว่าน้องเหมียวได้ถูกรับไปเลี้ยงเรียบร้อยแล้ว !  ผมนึกเล่นๆ “เอางี้เลยเหรอ” จัดนิทรรศการโดยไม่ลงทุนเอาแมวมาอยู่สักตัว -_” (ผมเชื่อว่าทุกคนที่เข้ามาต้องมองหาแมว) แต่นับว่าไอเดียเค้าฉลาดใช้ได้ สามารถทำให้คนเห็นใจแมว จนออกเงินสนับสนุนให้คนรับไปอุปถัมภ์ได้ โดยที่ไม่ต้องเอาแมวมาดราม่าในนิทรรศการให้ยุ่งยาก

***ต้องขออภัยที่ไม่สามารถถ่ายรูปบริเวณนิทรรศการมาใช้ชมได้เนื่องจากทาง PS1 ห้ามถ่ายภาพครับ***


“เสียงประสาน”

ถัดจากนิทรรศการการช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งผมก็เดินขึ้นไปยังชั้นที่ 4 ซึ่งได้ไปพบกับงานที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่งซึ่งจริงๆแล้วงานชิ้นนี้เป็นงานดนตรีแต่เอามานำเสนอในรูปแบบของ Art installation ตอนแรกๆผมยังคิดอยู่ว่าเค้าจะนำเสนอยังไงเพราะส่วนใหญ่แล้วงานที่พยายามจะเอาพวกเสียงหรือดนตรีมาแสดงแล้ว ถ้าไม่ใช่นักดนตรีทำหรือมีส่วนร่วมด้วยแล้วล่ะก็ มันมักจะห่วยและเข้าถึงยากเสมอ นิทรรศการชิ้นนี้มีชื่อว่า “The Forty Part Motet 2001” เป็นงาน reworking ของ “Spem in Alium Nunquam habui” (1575)

ผมเดินเข้าไปในห้องที่ถูกแยกเป็นส่วนตัวจากงานอื่นๆ ห้องนี้กว้างจนสามารถเตะบอลได้เลยทีเดียว ภายในห้องมีลำโพงทั้งหมด 40 ตัวตั้งเป็นวงกลมรอบๆห้อง โดยจัดเป็น 8 กรุ๊ป กรุ๊ปละ 5 ตัว ตรงกลางห้องมีม้านั่งสองตัว ค่อนไปทางซ้าย 1 ตัวและค่อนไปทางขวา 1 ตัว อย่างที่ผมเล่าให้ฟังไปแล้วว่านี่เป็นงาน reworking ของ “Spem in Alium Nunquam habui” (1575) โดย Thomas Tallis ซึ่งเพลงนี้จะถูกขับร้องโดยกลุ่ม Choir ทั้งหมด 8 กลุ่มโดยมีกลุ่มละ 5 เสียงคือ Soprano, Alto, Tenor, Baritone และ Bass การร้องจะให้ทุกคนยืนเป็น pattern รูป “อ่าว” หรือ sea shore โดยการร้องจะเริ่มร้องจาก lead voice เพียงเสียงเดียวก่อนจากนั้นเสียงอื่นๆจะเริ่มตามเข้ามาผสมกันจนเกิดเป็น harmony หรือทำนองประสานซึ่งงานนี้ศิลปิน Janet Cardiff ได้ทำการบันทึกเสียงเดี่ยวๆจากนักร้อง 40 คน แล้วนำมาเปิดผ่านลำโพง 40 ตัวที่จะแสดงเสียงเฉพาะเพียงหนึ่งเสียงเท่านั้นไม่ได้แสดงเสียงรวมกันทั้งหมด (เปรียบเสมือนคน 40 กำลังร้องเพลงอยู่รอบๆเรานั่นเอง)

งานนี้ค่อนข้างน่าสนใจเพราะแต่ละกลุ่มจะร้องเพลงขึ้นมาแล้วจะสลับกันไปเรื่อยๆ โดยมีบางท่อนที่ร้องคู่พร้อมกันสองกลุ่ม(ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน) แล้วก็เป็นแบบนี้หมุนวนไปเรื่อยๆเป็นวงกลมบ้างก็มีร้องพร้อมกันทั้ง 8 กลุ่มบ้างจนไปถึง Climax ก็คือร้องเต็มวง ซึ่งคุณจะสามารถได้ยินเสียงร้องกระหึ่มดังรอบตัวคุณเลยทีเดียว ฟังแล้วขนลุกแทบจะร้องไห้เนื่องจากพลังของเสียงและทำนองของดนตรี ถึงงานนี้ผมจะถ่ายรูปหรืออัดเสียงไม่ได้แต่ก็มีตัวอย่างให้ฟังกันจาก Youtube พอให้เกทไอเดียกันบ้าง

เดิน MOMA PS1 ซะจนเมื่อย ความรู้สึกผมส่วนใหญ่ก็ยังมีงานที่น่าสนใจอีกเยอะแต่เพราะถ่ายรูปมาไม่ได้ก็เลยไม่ได้เอามาเขียนมาลงให้ดูกัน หลังจากเสร็จจากที่ MOMA PS1 ก็ถึงเวลาไปเดินชมพระอาทิตย์ตกที่สะพาน Booklyn กันต่อ ไว้พบกันตอนหน้าแล้วกันนะครับ ช่วงนี้งานสุมหัวมากๆ เนื่องจากต้องทำหลายโปรเจคทำให้ 7th sense ไม่ค่อยได้ update เท่าที่ควรจากเดือนละ 3-6 posts เหลือเดือนละ post เท่านั้น แต่คิดว่าถ้าผ่านช่วงนี้ไปอีกสักสองเดือนคงจะพอกลับเข้าสู่สภาพปรกติได้ รับรองว่ามีเรื่องราวน่าสนใจอีกมาก อีกทั้งคอลลัมน์ใหม่ Just talk ที่จะมีเข้ามาเสริมเรื่องราวๆต่างๆของ 7th sense ในแง่มุมอื่นๆนอกเหนือจากการเดินทางตามหาสัมผัสที่ 7 ด้วย : )

7th Sense

Creative Commons License

❝นิวยอร์ค❞ ศิลปะ ศิลปิน และ ศิลเปรอะ by 7th Sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License. Based on a work at be7thsense.wordpress.com.