❝นิวยอร์ค❞ นครที่เวลาเดินเร็วที่สุดในโลก



ห่างหายกันไปนานเกือบสองเดือน กว่าที่ผมจะมีเวลามาเขียนบล๊อกใหม่ๆ จริงๆแล้วมีเรื่องราวต่างๆที่อยู่ใน waiting list ที่รอมาลงมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Vienna ดินแดนสุดคลาสสิคที่ยังมีตอนต่อในเรื่องของวัฒนธรรมและศิลปะแปลกๆ , บ้าน Kunsthaus จอมเหวอ และพระราชวัง Schoenbrunn สุดอลังการใจกลางเมือง รวมถึงโพรวองซ์ ดินแดงแห่งลาเวนเดอร์, L’Ocitan และเวลาที่หยุดนิ่งที่เมือง Aix แต่อย่างไรก็ตาม อาทิตย์นี้ขอขั้นด้วย “นิวยอร์ค” กันก่อน

อาทิตย์ก่อนผมมีโอกาสไปทิ้งก้นตัวเองตามที่ต่างๆในนคร “นิวยอร์ค” นครที่เวลาเดินเร็วที่สุดในโลก ถามว่าทำไมเวลาที่นี่ถึงเดินเร็วก็คงต้องตอบว่า เพราะทุกคนที่นี่ใช้เวลากันอย่างรวดเร็วนั่นเอง แบงค์เกอร์ นักธุรกิจ หนุ่มสาวออฟฟิส รวมถึงผู้คนมากหน้าหลายตาหลายสัญชาติ สูงต่ำดำขาวที่เดินขวักไขว่กันตามย่านธุรกิจและดาวน์ทาวน์ต่างๆในเกาะ แมนฮัตตั้น ที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าเต็มไปหมดแทบทั้งเกาะ ดูเหมือนทุกชีวิตที่นี่ นับตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกคือบรรยากาศของการแข่งขันและการเอาชีวิตรอดของคนเมืองใหญ่ คงเป็นเพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางของเศรฐกิจโลกล่ะมั้งที่ทำให้นครแห่งนี้ดูคึกคักตลอด 7 วัน 24 ชั่วโมง ดูๆไปกรุงเทพฯบ้านเราก็มีอะไรคล้ายคลึงกันอยู่มากในเรื่องของบรรยากาศของผู้คน การทำงานและการใช้ชีวิตแบบคนเมือง  จะมีแต่ต่างกันแบบเห็นกันชัดๆก็คือที่นี่มีวัฒนธรรมค่อนข้างหลากหลายเนื่องจากมีคนมากมายหลายชาติหลายเผ่าพันธ์ุกรูกันเข้ามาแสวงโชคกันที่นี่ เรียกง่ายๆว่ามีแทบทุกชาติ ที่นี่เป็นที่ๆคุณจะเห็นนักดนตรี นักเต้น นักแสดง นักเขียน และอีกหลายๆนัก ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ มากหน้าหลายตา ทั้งในรถไฟใต้ดิน ตามถนนหนทาง ไนท์คลับ ร้านหนังสือ หรือตามสถานที่ที่คนไปกันเยอะๆ บ้างก็เล่นดนตรี หรือแสดงอะไรแปลกๆตามที่ตนถนัด หาเลี้ยงชีพกันไป  ผมเองไปมาหลายประเทศเพิ่งมาตระหนักว่าการดิ้นรนเอาตัวรอดเป็นยังไงก็ที่ีนี่หล่ะครับ เคยเห็นแต่บทดราม่าในหนังพอมาเจอกับตัวเองเลยถึงกับซึมซาบไปไม่น้อย ไม่คิดว่ามันจะเป็นเหมือนในหนัง  และอีกอย่างคงจะเป็นเพราะว่านี่เป็นการมาอเมริกาครั้งแรกของผมก็ได้เพราะในรอบสิบปีที่ผ่านมาเดินทางไปมาแต่ในยุโรป เมืองไทย และเอเซียบางประเทศ พอมาที่นี่เลยเห็นความแตกต่างชัดเจน

“ประสบการณ์ ครั้งแรก….จริงๆ”

เดินทางมานิวยอร์คครั้งนี้ใช้เวลาถึง 14 ชั่วโมงเล่นเอาผู้โดยสารอ่อนเพลียง่อยเปรี้ยไปตามๆกัน ผมลงเครื่องที่สนามบินเก่าๆอย่าง LGA แทนที่จะเป็น JFK ก็เพราะว่าสายการบินที่ผมนั่งมามันถูกแบบเหลือเชื่อ แต่ก็อย่างว่าคุณภาพตามราคา (ขยาดไปเลย US Airway) ไหนๆก็ไหนๆขอเล่าประสบการณ์เด็ดๆบนเครื่องให้ฟังเสียหน่อย สำหรับผมนี่เรียกได้ว่าเป็นรสชาติชีวิตเลยทีเดียว : ) ข้อเด่นของสายการบินนี้คือเป็นเครื่องที่มีแต่ แอร์กี่หุ่นปุ้มปุ้ยคอยบริการแบบ เป็นกันเอง(เกินไป)อยู่บนเครื่อง อาหารทุกอย่างใส่ไว้ในถุงพลาสติก และเอาทุกอย่างเข้าไมโครเวฟ แม้แต่เนยทาขนมปังและชีสเค้ก ที่พลอยละลายไปตามๆกันจนผมสับสนว่านี่เค้าพลาดหรือผมกินอาหารแบบนี้ไม่เป็นเพราะลังเลว่าจะเอาเนยที่ละลายแล้วทาขนมปังยังไง เอ๊ะหรือว่ามันเป็นน้ำสลัดแบบอิตาเลียน -_”  นอกจากนั้นผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็กดปุ่มเรียกพนักงานต้อนรับกันแบบรัวยิบเหมือนเล่นเพลย์สเตชั่น และท้ายสุดคือเครื่องบินเล็กแบบใบพัดรุ่นพระเจ้าถังที่ต้องไปต่อที่ ฟิลลาเดลเฟียเพื่อไปยังนิวยอร์ค ที่ขากลับเล่นเอาผู้โดยสารอาเจียนไปเกือบครึ่งลำ ซึ่งผมก็เกือบเป็นหนึ่งในเหยื่อของมันเหมือนกันดีที่แลนด์ก่อนไม่งั้นคงได้ประสบการณ์ใหม่ๆโดยไม่รู้ตัว

โหดจริงๆครับลำนี้

กลับเข้าเรื่องกันต่อ ก่อนหน้านี้ระหว่างที่อยู่สนามบินที่ซูริคผมได้ซื้อ Guide book มาหนึ่งเล่มของ Lonely planet เป็นฉบับที่เขียนโดย New Yorker 3 คนซึ่งรวบรวมสถานที่ที่น่าสนใจรวมถึงทริคต่างๆของชาวนิวยอร์คไว้มากมาย Guide book เล่มนี้ข้อนข้างแตกต่างจากเล่มอื่นๆที่มีเพียงข้อมูลและสถานที่ท่องเที่ยว แต่เขียนบรรยายการเทียวและใช้ชีวิตแบบ New Yorker โดยใช้คำแบบเป็นกันเองเหมือนเพื่อนเล่าสู่เพื่อนทำนองนั้น ยกตัวอย่างทริคเล็กๆที่เขียนไว้เช่น คนนิวยอร์คไม่รอไฟเขียว หรือหยุดเมื่อเจอไฟแดงเวลาข้ามถนน หรือเรียกพิซซ่าว่า “Slice” และเข้าร้านอาหารต้องทิป 10-15% ของราคาที่สั่งอาหารไป (ถ้าอยู่ยุโรปอย่าฝันว่าจะได้เงินชั้น ไม่ใช่ว่าเหนียว…แต่จนเหมือนกัน)

ระหว่างที่อยู่บนเครื่องก็พยายามจะเลือกเป้าหมายที่จะไปเหยียบและเยี่ยมชมรวมถึงดูเส้นทางการไปมาจากที่พักไว้อย่างดิบดี  ผมเองพยายามไม่เลือกอะไรที่เป็นสถานที่ฮิตที่เหล่านักท่องเที่ยวชอบไปกันมากนัก แต่พยายามจะหาที่ไม่ค่อยฮิตหรือฮิตรองลงมาดู และจะหนักไปทางอาร์ตซะส่วนใหญ่ ผมแนะนำว่าถ้าจะมาเที่ยว NYC นั้น guide book ดีๆเป็นสิ่งที่คุณควรมีไว้ติดตัวสักเล่มและควรอ่านมันมาก่อนสัก 1-2 อาทิตย์ก่อนเดินทาง ในความรู้สึกของผมแล้วการไปเที่ยวที่ใดสักที่ถ้าจะให้สนุก ตื่นเต้นและซาบซึ้งนั้น คุณควรจะรู้เรื่องราวของมันคร่าวๆก่อนที่จะไปชมของจริง อ่านและหาข้อมูลเพื่อให้เกิดจินตนาการ พอคุณไปถึงสถานที่จริงแล้วคุณจะแปลกใจว่าคุณรู้สึกมีความสุขกับการที่ได้มาเหยียบที่แห่งนั้นโดยไม่รู้ตัว อีกอย่างคือคุณยังสามารถที่จะมีเวลามองหาสิ่งอื่นรอบกายคุณ อย่างเช่นชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ลักษณะนิสัย หรือวัฒนธรรม โดยที่คุณไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้บรรยากาศหรือเอนจอยกับสถานที่ๆคุณไป

เอาล่ะหลังจากใช้เวลาศึกษาจาก guide book มาระยะหนึ่ง ผมก็ได้เป้าหมายคร่าวๆ มาโดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ คือ กลุ่มศิลปะ กลุ่มดนตรีและการแสดง สุดท้ายคือกลุ่มสถาปัตยกรรม และโผที่ออกก็คือ

กลุ่มศิลปะ
Museum of Modern Art
PS1 Contemporary Art Center
International Center of Photography
5 Pointz

กลุ่มดนตรีและการแสดง
Smoke, Jazz club
Blue Note, Jazz club
Kitchen, Galleries with performance and experimental dramatist
Joyce Theater, Dancing and performing art stuff
Symphony Space, simply theater with lots of foreign films

กลุ่มสถาปัตยกรรม
High Line
Booklyn Bridge

สะพานสุดเก๋แห่งย่านเชลซี “The High Line”

เป็นที่แรกที่ผมไปเหยียบด้วยอาการสลึมสลือหลังจากโดน Gabriella เพื่อนโปรดิวเซอร์ที่ไม่ได้พบกันกว่า 5 ปี ชาว อเมริกัน-สแปนิช ที่เคยที่ทำงานด้วยกันที่เมืองไทยเมื่อครั้งยังทำงานอยู่บ.ทำรายการโทรทัศน์ ลากไปดู Concert แถวย่าน Soho คืนแรกที่มาถึงเลย คืนนั้นกว่าจะกลับถึงที่พักก็ล่อไปตี 4 วันรุ่งขึ้น Gab เลยพามาเที่ยวช่วงกลางวันเป็นการต้อนรับย่างเป็นทางการของเจ้าบ้านก่อนที่เจ้าตัวจะออกนอกเมืองไปเยี่ยมผู้ปกครองในช่วงสุดสัปดาห์ เพราะจริงๆแล้วเราเจอกันโดยบังเอิญสุดๆ เนื่องจาก Gab เข้ามาทักใน Facebook ของผมในคืนวันก่อนที่จะบิน ทั้งๆที่เราไม่ค่อยได้คุยหรือสื่อสารผ่านทาง Facebook มากนัก พอเจอก็เลยถามไถ่ว่าอยู่ที่ไหนกัน ทาง Gap ก็ตอบมาว่า “ชั้นอยู่นิวยอร์ค”  ผมก็เลยตอบกลับไปว่า “พรุ่งนี้เจอกัน ! ”

สะพาน High Line เป็นสะพานที่ กิ๊บ ฮิป และเก๋มากในย่านเชลซีซึ่งอยู่ทางตอนล่างของเกาะแมนฮัตตั้นค่อนไปทางฝั่งเวสต์ไซด์ โดยเริ่มตั้งแต่ตรง 30th St ตัดกับ 10th Ave ยาวไปจนจบที่ Gansevroort St   เจ้าสะพานนี้จริงๆแล้วมันคือทางรถไฟเก่าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการคมนาคมส่วนตัวในย่ายอุตสาหกรรมของเวสต์ไซด์ตั้งแต่ปี 1930s (ว่าไปก็เป็นยุคแรกๆที่เพลงแจ๊สเพิ่งถือกำเนิดเลยนะเนี่ย) พูดง่ายๆคือรถไฟลอยฟ้าของเมืองนิวยอร์คนั่นเอง แต่ภายหลังช่วงยุค 1980s รถไฟก็หยุดให้บริการไปจนถึงปี 1999s ตอนที่สะพานแห่งนี้กำลังจะถูกทุบทำลายก็มีกลุ่มองค์กรไม่แสวงผลกำไรของกลุ่ม High Line เข้ามาทำงานร่วมกับเทศบาลของนครนิวยอร์คเพื่อที่จะเก็บรักษาโครงสร้างเหล่านี้เอาไว้และทำให้เป็นสวนสาธารณะลอยฟ้า

บนสะพาน High Line นั้นนอกจากจะมีซากรางรถไฟเก่าให้ดูต่างหน้าเพื่อระลึกถึงครั้งที่มันเคยถูกรับใช้ในช่วงยุคอุตสาหกรรมแล้ว มันก็ถูกปรับให้เป็นสวนสาธารณะซึ่งมีพันธ์ุไม้ต่างๆกว่าร้อยชนิดที่ถูกปลูกไว้บนสะพานอีกด้วย แต่สะพานแห่งนี้ไม่เพียงมีประโยชน์แค่ให้เดินชมได้แบบเพลินๆเท่านั้น ยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานโชว์ศิลปะตามโอกาสหรือแม้แต่อีเวนต์ “ดูดาว” ก็ยังมี ซึ่งผมเองก็ยังนึกภาพไม่ออกว่าเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสว่างอย่างนิวยอร์คนั้นจะมองเห็นดาวหรือเปล่า

แต่ที่เด็ดสุดคือ ช่วงกลางของสะพานจะมีที่ให้คนที่ผ่านไปมานั่งพัก เป็นขั้นบันไดซึ่งหันหน้าไปทางถนนใหญ่และมีกระจกใสบานใหญ่กั้นเอาไว้   Gab เล่าให้ฟังว่าคนที่นี่ไม่ค่อยมีธรรมชาติอะไรให้ดู เค้าเลยทำช่องตรงนี้ไว้ให้คนมานั่งดูการจราจรและรถที่วิ่งไปมา บางคนก็มานอนอาบแดด บ้างก็เอาอาหารมากินกัน บ้างก็มาเก๊กท่าถ่ายรูปก็มี ส่วนผมกับ Gab ยืนซัดกาแฟกันคนละแก้วใหญ่ๆ ไปคนละแก้ว ก่อนที่จะเริ่มเดินต่อไปจนสุดทางเดิน

เวลาผ่านไปแป๊บเด๊ยวพวกเราก็เดินมาช่วงท้ายๆของ High Line  ไม่น่าเชื่อว่าจะมีร้าน Cafe เล็กๆคอยให้บริการผู้คนที่ผ่านไปมาอยู่บนนี้ด้วย และที่คาดไม่ถึงอีกอย่างคือมันมี Day Bed ให้นอนอาบแดดแบบจริงจัง ถูกติดตั้งไว้บนนั้นอีกด้วย : ) และถ้าหากคุณอยากชมภาพของ The High Line เมื่อครั้งปี 1930s ผมแนะนำว่าลอง Google ดูหรือจะไปที่เวบไซต์ของ The High Line เลยก็ได้เพราะนอกจากจะมีข้อมูลที่น่าสนใจแล้วยังมี update events ต่างๆอีกด้วย

 

 

New Yorker watching TrafficO_o

“Snice” The Organic food in NYC

หลังจากเดินท้าแดดอยู่บน High Line กว่าครึ่งชั่วโมงผมกับ Gab ก็เดินลงมาเรื่อยๆผ่านย่าน Meatpacking Distric ซึ่งเป็นย่านร้านแร่เนื้อในสมัยก่อน แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นร้านแฟชั่นฮิปเก๋ๆไปหมดแล้วและตอนนี้ท้องของเราทั้งสองคนก็เริ่มร้องโวยวายเป็นพักๆซะแล้ว จนสุดท้ายเราก็มาลงเอยกันที่ร้าน “Snice” ร้านคาเฟ่ organic food ในย่าน West Village บริเวน 45 Eighth Ave @ West 4th ร้านนี้นับเป็นอีกร้านึงที่ฮิป(อีกแล้ว) ร้านนี้ตกแต่งแบบสไตล์ Loft กำแพงเก่าๆเขลอะๆ เลอะเทอะๆ ที่ถูกประดับประดาด้วยภาพวาดของศิลปินชาวนิวยอร์ค นั่งๆดูไปก็ดูเพลินตาดีเหมือนกัน

ร้านนี้มีเด่นที่เมนู ใครที่เป็นคอ Vegetarian คงถูกใจไม่น้อยส่วนผมไม่ได้ถูกใจเท่าไรเพราะผมมันพวกไม่กินผักกินแต่เนื้อ ฮ่าๆๆ แต่ที่น่าสนใจกลับเป็นพวก Sandwich และเครื่องดื่ม Organic แปลกๆที่ทางร้านคิดขึ้นมาเองเพื่อสุขภาพของนักกินโดยเฉพาะ Gab ที่ดูจะเอนจอยกับ Wrap ที่เพิ่งสั่งมาอย่างอเร็ดอร่อย ส่วนผมน่ะเหรอ กาแฟแก้วที่สอง ! ต้องสารภาพว่า “งง” กับที่ีนี่นิดหน่อยเพราะปรกติในยุโรปนั้น กาแฟที่คนสั่งบ่อยๆคือ Latte Macchiato แต่ที่นี่กลับมี 2 เมนูที่เขียนว่า Macchiato และ Cafe Latte ทำเอาผมถึงกับงงไปเลยทีเดียวว่าจะสั่งอะไร >.<  (คงต้องไปหาข้อมูลเรื่องกาแฟกันต่อ)

ส่วนถ้าอยากรู้ว่าเมนูเด็ดๆของที่นี่มีอะไรก็ลองเข้าไปดูที่นี่ได้มีเขียนไว้พร้อมเสร็จสรรพ Snice’s menu

กว่าจะออกจากร้าน Snice มาได้ก็ใช้เวลาพอสมควร  เวลาผ่านไปเร็วมากเผลอแป๊บเดียวเที่ยวจนหมดวันแล้วล่ะครับตอนเย็นๆค่ำๆผมมีนัดกับกลุ่ม Artists คนไทยที่กำลังจะทำโปรเจคร่วมกันเลยจะแว๊บไปทานอาหารญี่ปุ่นแถวๆ East Village กันเสียหน่อยกะว่ากินไปด้วยคุยงานไปด้วยเพลินๆ ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะเริ่มไปตะลุยตาม Museum ต่างๆ แล้วเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังอีกตอนหน้าครับ

7th Sense

Creative Commons License

นิวยอร์ค นครที่เวลาเดินเร็วที่สุดในโลก 1 by 7th Sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.
Permissions beyond the scope of this license may be available at https://be7thsense.wordpress.com.