“ตัวโน๊ตที่หายไป” ตอนที่ 2


บล๊อกที่แล้วเราไปแวะพักหลบลมหนาว ดื่มช็อกโกแลตร้อนๆ ที่เมืองโลซานน์กันจนพุงกางแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกันต่อ อาทิตย์นี้เราจะมาต่อกันที่เรื่องราวของ “ตัวโน๊ตที่หายไป” ที่ติดค้างมาจากอาทิตย์ก่อน

*** คำแนะนำก่อนอ่าน ลองเปิด Youtube หาเพลง The Blue Danube Waltz เปิดคลอไปด้วยระหว่างอ่าน ***

“สุนทรียภาพ ในสถานีรถไฟใต้ดิน”

เมื่อครั้งที่แล้วเรากำลังจะเดินทางไป Stadtpark ดูจากแผนที่ก็ไม่ได้ไกลจากตัววิหารที่เราอยู่สักเท่าไร นั่งเมโทรสาย U3 ไปเพียงไม่กี่ป้ายเท่านั้นก็ถึงแล้ว ผมพับแผนที่เก็บ แล้วก็มุดลงสถานีเมโทรบริเวณหน้าวิหารอย่างชิลๆ ระหว่างที่เดินลงไปขึ้นรถนั้น ผมสังเกตเห็นอย่างนึงก็คือ ในสถานีเมโทรมีแต่งานศิลปะเต็มไปหมด ทำให้รู้สึกได้ว่า ยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญศิลปะอย่างมาก แม้แต่ภายในสถานีเมโทรของกรุงเวียนนาก็ยังมีให้เห็นแทบทุกพิ้นที่ และส่วนใหญ่มักเป็นแบบ permanent display คือติดตั้งแบบถาวรไปเลยกับตัวโครงสร้าง อย่างเจ้ากำแพงภายในสถานีรถเมโทรที่ถูกขีดเขียนไปด้วยคำคมและภาพการ์ตูนประกอบ หลากสี ยาวไปจนสุดทางเดิน สร้างสีสันและความแปลกตาไม่น้อย ส่วนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็ได้ซึมซับความสุนทรีย์ของศิลปะไปทีละเล็กละน้อย ต่างจากบ้านเราที่มีแต่โฆษณาเต็มไปหมด ยัดเยียดกันทุกตารางนิ้วบน Public Transport

หลังจากใช้เวลากับการเดินทางไปราวๆ 5 นาที ผมก็มาถึง Stadtpark และรู้สึกแปลกใจเพราะสถานีเมโทรของที่ีนี่ไม่ได้อยู่ใต้ดินเหมือนสถานีอื่นๆ กลับเป็นร่องอุโมงค์เปิดแบบเล็กๆภายใน Stadtpark ส่วนชานชลาทั้งสองข้าง ก็เป็นดีไซน์แบบเก่าๆ มุงด้วยหลังคาไม้ คานค้ำสีเขียวเข้ม และพื้นปูด้วยกระเบื้องลายหมากรุกแต่วางตัวเป็นแนวข้าวหลามตัด ทำให้เข้ากับบรรยากาศโดยรอบเป็นอย่างดี

ผมเดินเข้าปาร์คจากทางด้านหน้า เสาหิน ซุ้มประตู และ Spa Pavillion(ปราสาทย่อมๆ)  ทำให้ที่นี่ดูยิ่งใหญ่ตั้งแต่เยียบเท้าเข้ามาเลย ตัวปาร์คถูกแบ่งเป็นสองฝั่งโดยมีร่องน้ำขนาดใหญ่ผ่ากลาง เป็นร่องน้ำที่ถูดขุดเพื่อดึงเอาน้ำจากแม่น้ำดานูบเข้ามาภายในปาร์ค ตามที่เขียนไว้บนแผนที่ ชาวเวียนนาเรียกกันว่า Wien Fluss แปลว่า “แม่น้ำเวียนนา” ส่วนตัวทำนบกั้นรอบๆร่องน้ำเองก็ทำจากหินทั้งหมดมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอยู่ตามแนวด้านข้าง ยาวหลายกิโลจนไปบรรจบกับแม่น้ำ ดูสวยงามทีเดียว

 

“โน๊ตตัวที่ 1”

ตอนนี้เจ้าเพื่อนซี้ของผมก็กำลังง่วนหาตัวโน๊ตที่หายไปตัวแรกบนแผนที่ เพราะชีมาถูกต้องตามแผนที่แล้วแต่หาไม่เจอ  ต่างคนก็ต่างหาเพราะอยู่ดีๆ ตัวโน๊ตตัวแรกที่เรามาตามหาก็หายไปจากที่ตั้งซะดื้อๆ เหลือเพียงสนามหญ้ากับซุ้มประตูว่างเปล่าที่กำลังซ่อมแซมตั้งไว้ให้ดูต่างหน้า แต่ไม่นานเราก็ถึงบางอ้อเมื่อได้อ่านป้ายประกาศบริเวณนั้น สรุปว่าตัวโน๊ตตัวที่ 1 ของเราถูกย้ายไปไว้ยังสวนฝั่งตรงข้ามใกล้ๆกับ Spa Pavillion นี่เอง พวกเราเลยเดินตามแผนที่ไป ในที่สุดจึงได้พบกับโน๊ตตัวที่ 1

เจ้าโน๊ตตัวนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเรียกได้ว่าเป็นพ่อทุกสถาบันของที่นี่เลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ Johan Strauss คีตกวีในตำนานนั่นเอง หลายคนอาจจะรู้จักแต่โมสาร์ทพอได้ยินชื่นนี้อาจมีงงกันบ้าง บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าสื่อบ้านเรากล่าวถึงบ่อยกว่า ซึ่งจริงๆ Johan Strauss นั้นก็เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลกไม่แพ้โมสาร์ทเช่นเดียวกัน เฮีย Strauss นี่นับได้ว่าเป็นต้นตำหรับเพลง Waltz classic เลยก็ว่าได้ ผลงานดังๆที่เป็นที่รู้จักก็มีให้ฟังกันจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงดังอย่าง The Blue Danube, Pizzicato Polka หรือ Tales from Vienna woods

รูปปั้นของสีทองของ Johan Strauss ถูกย้ายมาตั้งไว้แบบขำๆ โดยเอามาตั้งบนแท่นรับรางวัล เหมือนที่เราเคยเห็นในกีฬาโอเลมปิคหรือกีฬาสีโรงเรียนวัดลิงขบยังไงยังงั้น ที่ฮาคือทางปาร์คเอารูปปั้นไปตั้งไว้ที่แท่นอันดับ 2 และเหลือแท่นอันดับ 1 และ 3 เอาไว้ งานนี้ผมไม่รอช้ารีบปรี่เข้าไปถ่ายภาพเป็นที่ระทึก เป็นโอกาสเดียวที่ผมจะแสดงศักยภาพให้ทั้งโลกเห็นว่าแม้แต่ Johan Strauss ก็ยังเป็นรองคอมโพเซอร์กิ๊กก๊อกจากเมืองไทยอย่างผม โดยขึ้นไปยืนบนแท่นอันดับ 1 เคียงคู่กับ Strauss พร้อมกับชักภาพไว้เป็นหลักฐาน

ภายใน Stadtpark นั้นยังมีรูปปั้นคีตกวีอีกท่านอื่นๆอยู่อีก 10 ตัวที่อยู่ลึกเข้าไปในสวนอีก แต่ในบริเวณนี้ดูเหมือนว่า Johan Strauss จะเป็นที่โด่งดังที่สุด และก็เหมือนจะเป็นทริคเล็กๆของทางเวียนนา คือเค้าพยายามเอารูปปั้นคีตกวีดังๆไปตั้งไว้คนละมุมเมือง ทำให้เราต้องเดินทางไปมาแทบจะเรียกได้ว่ารอบเมือง แต่สำหรับผมแล้วถือว่าเป็นประโยชน์ เพราะเราเองก็ได้ชมเมืองและสถานที่สำคัญๆอื่นๆของเวียนนาในขณะที่ไปตามหารูปปั้นเหล่านี้อีกด้วย

 

“เสียงประสาน”

จากบริเวณหน้าปาร์คเดินลงมาตามถนน Ringer Strasse เลยโรงแรม Intercontinental มาหน่อยก็จะเจอกับรูปปั้นของคีตกวีชื่อดังอีกท่านหนึ่งก็คือ Beethoven เจ้าของเพลงดังอย่าง Symphony No.5 ที่เราได้ยินติดหูมาตั้งแต่เด็กๆ กับทำนอง ทั้น ทั้น ทั้น ถ่านนน….. ทั้น ทั้น ทั้น ทานนนน…. ซึ่งตัวรูปปั้นของ Bethoven ตั้งอยู่ในสวนเล็กๆ ตรงข้ามกับลาน

Deutsch: Portrait Beethovens mit der Partitur ...

Beethoven (image from wikipedia)

ไอซ์สเก็ตของเมืองเวียนนา ใกล้กับสถานที่ยอดนิยมอย่าง Konzerthaus และ Academie theater ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่าคนที่นี่เสพย์ศิลปะกันอย่างจริงจังมากๆ ไม่เพียงแต่มีโรงละครระดับเมพๆแล้ว ยังมีโรงเรียนสอนศิลปะ กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง อีกทั้งภายในตัวเมืองเอง ก็ล้วนมีแต่สถาปัตยกรรมเก่าแก่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตึกราบ้านช่อง หรือสถานที่สำคัญทางศาสนาและราชการ แทบจะนับจำนวนสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ได้เลย

หลังเสร็จธุระกับ Beethoven ผมก็มุดลงเมโทรที่สถานีเดิม Stadtpark และต่อรถไปยัง Karlsplatz สถานที่ต่อไปที่เราต้องไปชักภาพเก็บหลักฐานกับตัวโน๊ตที่หายไป

สถานี Karlsplatz เรียกได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี เพราะรายล้อมไปด้วยสิ่งน่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็น Opera House อันโด่งดังที่มีถนนช๊อปปิ้งคนเดินอยู่ถัดไปเพียงหนึ่งบล๊อก และยังมีโรงแรม Sacher ที่มาของ Sacher cake เลื่องชื่อ (ราคามหาโหด) อีกด้วย  และนั่นเป็นภาระกิจที่ต้องไปสะสางเหมือนกัน แต่ตอนนี้ผมจะไปอีกที่หนึ่งซึ่งอยู่บริเวณสถานี Karlsplatz เหมือนกันแต่เป็นคนละด้าน (สถานีนี้ใหญ่มาก กินพิ้นที่ไปราวๆ 2 บล๊อก)

ผมเดินมาออกทาง Resselpark บรรยากาศสงบร่มรื่นมาก มีต้นไม้ใหญ่อยู่รอบๆเต็มไปหมด ที่นี่เด็กนักศึกษาจับกลุ่มกัน นั่งพักผ่อน ร้องเพลง อ่านหนังสือ บ้างก็ถ่ายรูปเล่น ท่ีมีนักศึกษาเยอะก็เพราะว่ารอบๆสวนคือมหาวิทยาลัย Technical University และ Artists House นั่นเอง งานนี้จึงต้องเดินสำรวจรอบๆเสียหน่อยเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนจะไปเยี่ยมคาราวะท่าน Brahms (จุดหมายต่อไปใกล้ๆกัน)

ระหว่างที่เดินชมตึกต่างๆของมหาวิทยาลัยระแวกนั้น  ผมก็พบว่ามีการสลักชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงที่เคยมาเรียนที่นี่ไว้บนกำแพงด้วย (ไม่รู้ว่าเป็นมหาลัยศิลปะที่ปฎิเสธฮิตเลอร์ ไม่ให้เข้าเรียนถึง 3 ครั้ง จนเป็นเหตุที่ทำให้ฮิตเลอร์เบนเข็มไปเป็นนายพลแล้วก่อสงครามโลกแทนหรือเปล่า) ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของที่นี่ แถมได้เกล็ดความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ไปด้วย

บริเวณข้างๆกันนั้นยังมีโบสถ์ St. Charles’s Church ที่มีลานน้ำพุขนาดใหญ่อยู่ข้างหน้าโบสถ์ เป็นที่นิยมของผู้คนที่มาพักผ่อนอย่างมาก และใกล้ๆกับตัวโบสถ์ก็คือที่ตั้งรูปปั้นของ Johannes Brahms คีตกวีรุ่นเดอะของเวียนนาอีกเช่นกัน รายนี้เป็นเจ้าพ่อ Counterpoint (ทำนองสอดประสาน) ของเพลงยุค Baroque – Classic ซึ่งทำนองสอดประสานของ Brahms เป็นที่

Johannes Brahms

Brahms (image from wikipedia)

เลื่องลือว่ามีความซับซ้อนยิ่งนัก ทั้งยังเคยร่วมงานกับคอมโพเซอร์ชื่อดังท่านอื่นๆอีก อย่างเช่น Bach และ Beethoven ในนามของ Three Bs

ถึงแม้ว่า Brahms จะเป็นคนเยอร์มัน(เกิดที่ Humburg) แต่เค้าก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่เวียนนา โ่ด่งดังมีช่ือเสียงจากที่นี่ และก็ได้เสียชีวิตลงที่นี่เหมือนกัน ถ้าจะเรียกว่าที่นี่เป็นบ้านของเขาก็คงไม่ผิดนัก หลุมศพของ Brahms เองก็ตั้งอยู่บริเวณ Zentralfriedhof ภายในตัวเมือง

หลังจากคาราวะเฮีย Brahms เสร็จก็ขอนั่งพักชมวิวสูดอากาศบริสุทธิเสียหน่อย สำหรับผมแล้วบริเวณน้ำพุหน้าโบสถ์ St. Charles’s church นี่ช่างเป็นที่ที่น่าเคล้งเป็นที่สุด ยิ่งอากาศช่วงเปลี่ยนฤดูเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงด้วยแล้วอากาศกำลังเย็นสบายเลยทีเดียว ถ้าไม่นับวันซวยที่ฝนตกนอกนั้นอากาศแจ่มมาก ว่าแล้วก็พลางกางแผนที่ดูว่าต้องไปต่อที่ไหน……(คร่อก)

 

“กุญแจซอล”

ป้ายสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือสวน Burggaten บนถนน Opernring ติดกับ New Palace  โดยนั่งเมโทรจากที่เดิมมาลงที่ สถานี Mariahilfe Str. แล้วเดินขึ้นไปทาง Babenbergstrasse อีกนิดหน่อยก็ถึงที่หมาย

เจ้าสวนนี้มีขนาดแค่ 1/4 ของ Stadtpark เท่านั้น แต่มันใหญ่มากสำหรับเป็นที่ตั้งของรูปปั้นสุดอภิสิทธิเพียงคนเดียว นั่นก็คือ Mozart งานนี้เฮียแกได้สวนไปทั้งสวน โดยมี Kaiser Franz Joseph แซมๆอยู่ตามพุ่มไม้ ไม่ได้ดูเด่นนัก (เป็นถึง Kaiser แต่ดันโดนโมสาร์ทแย่งซีนซะงั้น ส่วนใครที่ยังไม่รู้จัก Kaiser, คือตำแหน่งที่ใหญ่กว่า King โดยปรกครอง Kings ทั้งหมดในแคว้นที่ตนมีอาณานิคมอยู่)

บริเวณหน้ารูปปั้นของโมสาร์ทมีม้านั่งให้ผู้คนที่ผ่านไปมาได้นั่งเล่น แถมด้วยสวนดอกไม้เล็กๆ ที่ที่มีดอกไม้เรียงเป็นรูป “กุญแจซอล” สีชมพูเข้มสวยงาม ผมนั่งนึกในใจ เฮียโมสาร์ทนี่แกอภิสิทธิจริงๆ ได้ขนาดนี้ไม่ธรรมดา

แต่ถึงแม้จะได้สวนกับดอกไม้รูปกุญแจซอลไป ทาง Strauss ก็ไม่น้อยหน้า กลับได้ชื่อถนนบริเวณสถานีเมโทร Stadtpark ไป งานนี้เรียกว่าพอจะขับเคี่ยวกันได้สมน้ำสมเนื้อ

นาทีนี้อยากจะกราบงามๆหน้ารูปปั้นสักหนึ่งที เพื่อเป็นการคาราวะคอมโพเซอร์ระดับตำนานที่เขียนเพลงไพเราะอันสุดแสนจะล้ำลึก ที่แม้แต่ให้เด็กในท้องฟังยังทำให้ฉลาดได้ ! นับว่าเป็นงานประพันธ์ขั้นสูงจริงๆ สำหรับท่านผู้นี้ ผมขอมอบสวนกุญแจซอลให้ท่านไปเลย

รูปปั้นของโมสาร์ท และบริเวณใกล้เคียง New Palace, Art History Museum

 

“ดนตรี คีตศิลป์”

ภารกิจการตามหาตัวโน๊ตที่หายไป ตอนนี้ได้จบลงแล้ว ซึ่งจริงๆ รูปปั้นของคีตกวีราวๆเกือบ 20 ตัวทั่วเมืองเวียนนา ซึ่งถ้าให้เขียนคงยาวเป็นหางว่าว  ผมจึงขอนำเสนอเฉพาะท่านที่เด่นๆและเป็นที่รู้จักกว้างขวางมาให้ได้อ่านกัน

หากสังเกตจากที่เล่ามา จะเห็นว่ารูปปั้นต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วเมืองล้วนมีแต่สถานที่ที่สำคัญๆทางศิลปะและวัฒนะธรรมรวมถึงสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยดอกไม้สวยงาม ตั้งอยู่รายล้อมรูปปั้นแทบทุกตัว ถ้าหากเปรียบรูปปั้นคือ “ตัวโน๊ต” สิ่งที่สวยงามที่รายล้อมอยู่รอบๆก็น่าจะเป็น “เสียงประสาน” ส่วนสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าหากขาดไป ตัวโน๊ตทุกตัวก็คงไม่มีความหมาย นั่นก็คือ “กุญแจซอล” ที่เรามาเก็บได้ในนาทีสุดท้ายตอนพบกับโมสาร์ท

สรุปทริปนี้มีสามองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ดนตรีเป็นดนตรีขึ้นมาได้ นั่นก็คือสามสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น วันนี้นอกจากผมและเพื่อนซี้จะได้เที่ยวชมเมือง เยี่ยมคาราวะบุคคลในตำนานแล้ว พวกเรายังได้สร้างดนตรีขึ้นมาจากการเดินทางครั้งนี้ของเราอีกด้วย : )

7th sense

Creative Commons License
ตัวโน๊ตที่หายไป ตอนที่ 2 by 7th Sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.