“สุขเล็กๆ” กับ “ช็อกโกแลต”


บ่ายวันศุกร์กับอากาศเย็นๆระหว่างนั่งรถไฟจากซูริคไปเจนีวา ผมกำลังนึกอยู่ว่าจะทำอะไรก่อนเวลานัดหมายกับเพื่อนๆที่เจนีวา เพราะผมเองอาจจะไปถึงเร็วกว่าเวลานัดประมาณสามชั่วโมง  ระหว่างนั้นนึกขึ้นได้ ว่าต้องผ่านเมืองโลซานน์ ก็เลยคิดว่าจะแวะหยุดชมเมืองเล่นๆเสียหน่อย ผมเองเคยมาเยือนเมืองโลซานน์หลายครั้งแล้วแต่ก็น้อยมากที่จะได้มีโอกาสแวะเข้าไปในเมือง เพราะส่วนใหญ่คือไปเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูงที่บ้านและไปรวมก๊วนตีแบด เลยทำให้ไม่ค่อยได้ออกไปทำกิจกรรมในเมืองสักเท่าไร ครั้งนี้เลยถือโอกาสเข้าเมืองเสียเลย

เมืองโลซานน์มีสถานที่หนึ่งที่ผมประทับใจมากเมื่อครั้งที่เพื่อนๆพาเข้าไปเดินชมเมืองเก่าเมื่อปี 2010 สถานที่พูดถึงนี้ก็คือคาเฟ่ที่มีชื่อว่า “Le Barbare”  ซึ่งตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าบริเวณถนน Escaliers du Marché, 27 ไม่ไกลจากวิหาร Cathedral de Notre – Dame อันเป็นแลนด์มาร์คของเมืองโลซานน์มากนัก

ผมเดินทางมาถึงโลซานน์ราวๆเกือบหกโมงเย็นซึ่งผู้คนเริ่มบางตาลงบ้างแล้ว พระอาทิตย์เองก็กำลังคล้อยต่ำลง วิวเทือกเขาขาวโพลนที่ยังมีหิมะปกคลุมตั้งตระหง่านอยู่หลังทะเลสาบอันกว้างใหญ่ สามารถมองเห็นได้ผ่านซอกตึกเล็กๆ บริเวณหน้าสถานีรถไฟ ส่วนอากาศนั้นก็กำลังหนาวเย็นพอให้หัวใจได้ว้าวุ่นเลยทีเดียว  หลังจากชมวิวเสร็จผมก็ลงไปต่อรถ Metro สาย 2 ไปยังโซนเมืองเก่าเพื่อไปยังร้าน Le Barbare เพื่อแวะจิบอะไรร้อนๆสักแก้วท่ามกลางบรรยากาศแบบ Cozy cozy ของร้านเผื่อจะทำให้รู้สึกอบอุ่นและลดความว้าวุ่นลงไปบ้าง

พิพิธภัณฑ์ Museé Cantonal des Beaux - Arts บริเวณหน้าสถานี Metro

หลังจากนั่งรถ Metro มาสองป้ายผมก็มาถึงย่านเมืองเก่า บริเวณ Pl. de la Ripponne ซึ่งรายล้อมไปด้วยพิพิธภัณฑ์ต่างๆรวมถึงแกลอรี่และมหาวิทยาลัย  ส่วนใหญ๋ตึกต่างๆในแถบนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบเก่ารวมถึงพื้นทางเดินก็เป็นหินทั้งบริเวณดูสวยงามไม่น้อย ยิ่งได้เห็นแสงอาทิตย์สีทองที่กำลังจะลับขอบฟ้าส่องกระทบผนังหินที่ตัดสลับกับเงาของตึกราบ้านช่องในแถบนั้นแล้วทำให้ทุกอย่างรอบๆ ดูสวยงามไปหมด  ผมแวะถ่ายรูปเล็กน้อยก่อนที่จะเดินขึ้นเขาแบบเบาะๆ ไปตามบันไดหินและซุ้มทางเดินไม้เก่าแก่บริเวณข้างๆ พิพิธภัณฑ์เพื่อจะขึ้นไปยังถนนหน้าวิหาร Notre – Dame และเดินต่อไปยังตรอกเล็กๆบนเนินเขาที่อยู่ข้างๆถนนหน้าวิหาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน Le Barbare

ร้าน Le Barbare นี้ก็เหมือนๆคาเฟ่ทั่วไป แต่ที่เด่นสุดๆของร้านนี้ก็เห็นจะเป็น “ช็อกโกแลต” นั่นเอง ซึ่งช็อกโกแลตของร้านนี้นั้นเรียกได้ว่าเป็นช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงมากของที่นี่ เพราะเป็นช็อกโกแลตโฮมเมดที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ยุค 50’s โดยคุณยาย Marta Tombolan เป็นผู้ก่อตั้งร้านนี้ขึ้นมา โดยใช้สูตรทำช็อกโกแลตที่คุณแม่ของคุณยายเป็นผู้คิดขึ้น และนั่นเองเป็นที่มาของช็อกโกแลตสุดหอมละมุนของเมืองโลซานน์

ผมมาถึงร้าน Le Barbare ยืนสำรวจบริเวณระเบียงหน้าร้านที่เป็นลานหินขนาดกระทัดรัด ซึ่งสามารถมองลงไปเห็นวิวของตึกราบ้านช่องเก่าๆด้านล่างที่มีสีสันฉูดฉาดตา(คงฉูดฉาดตาเมื่อประมาณ 50 ปีก่อนโน้น) ตัดกับท้องฟ้าสีส้มและครามในยามเย็นอันสวยงาม  บริเวณระเบียงนั้นมีหนุ่มสาวนั่งคุยจิบช็อกโกแลตร้อนอยู่เพียงสองคน อาจจะคงเป็นเพราะว่าอากาศเย็นและก็เริ่มจะค่ำแล้ว เลยทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มบางตา มีบางส่วนนั่งอยู่ในร้านๆแบบประปราย บ้างก็มานั่งจิบชาอ่านหนังสือ บ้างก็มานั่งพูดคุยพบปะเพื่อนฝูง

ทางเดินไม้เก่าแก่, หน้าร้าน Le Barbare, วิวระเบียงร้าน และ ทางเดินขึ้นข้างมูเซ่

ผมเลือกที่จะหย่อนก้นลงภายในร้านมากกว่าที่จะนั่งหนาวอยู่ด้านนอกเพราะแสงแดดที่กำลังจะหมดไป  ผมวางข้าวของบนเบาะหนังนุ่มๆสีน้ำตาล แล้วลุกเดินไปหยิมเมนูมาดูเองเพราะหาตัวหนักงานเสริฟไม่เจอ หลังจากหยิบมาก็พลิกดูอยู่หลายหน้า และเริ่มงงงวยกับเมนูที่เป็นภาษาฝรั่งเศสทั้งหมด สาเหตุหลักมาจากระบบประมวลผลความจำภาษาฝรั่งเศสในหัวเหม่งๆของผมนั้น มีบันทึกไว้เพียง 4 คำคือ “หวี” “นง” “เซบง” และ “เฌอแตม” ออ…แถมคำที่ 5 ให้อีก “บองชู” เดชะบุญที่คำว่าช็อกโกแลตในภาษาฝรั่งเศสเขียนคล้ายๆภาษาอังกฤษ ผมเลยเดินไปที่เคาน์เตอร์และจิ้มไปที่เมนูให้เจ๊พนักงานเสริฟดูแล้วกลับมานั่งที่เดิม

ระหว่างนั่งรอช็อกโกแลตร้อน ผมก็นั่งมองสำรวจรอบๆร้านไปเรื่อยๆ เพิ่งเห็นว่าในร้านนั้นตกแต่งด้วยรูปถ่ายเก่าๆ มากมาย ส่วนใหญ่เป็นรูปถ่ายสถานที่สำคัญๆภายในระแวกเมืองเก่า เช่นวิหาร พิพิธภัณฑ์ และตึกราบ้านช่องแถบเมืองเก่า ภายในร้านเองไม่ได้กว้างมากนัก มีโต๊ะเล็กๆและเก้าอีไม้ตัวกระจิ๋วเพียงไม่กี่ชุดเท่านั้น แต่บรรยากาศของร้านกลับดูอบอุ่นไม่น้อย และหากมีใครสักคนที่คุณรู้สึกดีกับเค้า นั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วด้วย บรรยากาศในร้านคงทำให้การกล่าวคำว่า “เฌอแตม” ของคุณให้กับคนฝั่งตรงข้ามนั้น มีความหมายขึ้นมากกว่าปรกติหลายเท่าเลยทีเดียว

: )

บรรยากาศภายในร้าน Le Barbare

ไม่นานนักช็อกโกแลตร้อนของผมก็มาเสริฟที่โต๊ะ ตอนนี้เจ้าช็อกโกแลตร้อนในแก้วดินเผาสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเต็มไปด้วยวิปครีมสีขาวปุยที่ลอยอยู่ด้านบนได้มาวางอยู่ตรงหน้าแล้ว มันทำเอาผมแทบอดใจไม่ไหวที่จะลิ้มลองรสชาติของมัน ผมใช้ช้อนตักวิปครีปนุ่มๆ ลงไปถึงด้านล่างเพื่อจะตักลงไปให้ถึงเจ้าช็อกโกแลตฟองสีน้ำตาลข้นที่อยู่ใต้วิปครีมขึ้นมาใส่ปาก

หลังจากช้อนแรกผ่านไป ผมรู้สึกได้ถึงความนุ่ม,หวาน และกลมกล่อม ในอัตราส่วนที่พอเหมาะระหว่างวิปครีมและช็อกโกแลต และมันช่างเป็นอะไรที่มีความสุขจริงๆ หากจะมีคนสั่งกันเป็นแก้วที่สองที่สามและสี่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก อีกทั้งรสชาติของช็อกโกแลตนั้นไม่ได้หวานจนเกินไป  แล้วก็ไม่ได้ข้นจนเหนียวติดลิ้นหรือใส่นมเยอะจนเหลวและจืดจนกินแล้วเซง แต่เรียกได้ว่าคุณยาย Marta คำนวนอัตราส่วนในการผสมมาอย่างดีไม่มีที่ติ

นอกจากช็อกโกแลตแล้วร้านของคุณยายยังมีเมนูชูโรงอื่นๆอีกไม่ว่าจะเป็นไอศครีมและเชอเบ็ตโฮมเมด ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักพอๆกับช็อกโกแลตร้อน  อีกทั้งยังมีเครปและของกินเล่นอื่นๆที่สามารถกินเป็นเครื่องเคียงกับช็อกโกแลตร้อนได้เป็นอย่างดี ส่วนสนนราคาก็ไม่แพงมากเท่ากับร้านเหรียญดาว ซึ่งคุณสามารถลิ้มรสละมุนสุดคลาสสิคของเจ้าช็อกโกแลตร้อนในแก้วดินเผาสีน้ำเงินเข้มนี้ได้ในราคาเพียง 4.80 CHF หรือประมาณ 160 บาทเท่านั้น (ราคานี้หายากนะในสวิส)

หลังจากนั่งจิบช็อกโกแลตอยู่ราวๆเกือบชั่วโมง ก็ถึงเวลาต้องมูฟออนแล้วเนื่อจากผมได้นัดกับทีมน้องๆที่จะเดินทางไปเจนีวาด้วยรถไฟเที่ยวเดียวกันตอนทุ่มกว่าๆ ผมจึงเรียกเช็คบิลและเก็บข้าวของ ระหว่างนั้นสังเกตเห็นบนเมนูว่าคุณสามารถซื้อช็อกโกแลตผงของคุณยาย Marta กลับไปทำเองที่บ้านได้ด้วยในราคา 14 CHF หากใครแวะมาเที่ยวที่โลซานน์คุณก็สามารถซื้อกลับไปฝากเพื่อนๆหรือครอบครัวที่เมืองไทยได้เลย สำหรับผมถ้าให้เลือกระหว่าง Caotina กับ Chocolate Marta คำตอบของผมก็คืออันที่สองแม้ว่า Caotina จะเป็นที่รู้จักมากกว่าก็ตามแต่รสชาติและความทรงจำยังคงอยู่ในทุกๆครั้งที่ได้ดื่ม Chocolate ของคุณยาย Marta

ร้าน Le Barbare นี้ยังคงเป็นที่ๆผมจัดให้เป็นสถานที่สุดโรแมนติกอีกที่หนึ่งในสวิสเซอร์แลนด์ เพราะนอกจากจะมีช็อกโกแลตแสนอร่อยแล้วบริเวณรอบๆร้าน ยังเป็นที่ๆเราสามารถชมวิวเดินเล่นเก็บบรรยากาศอันสวยงามของเมืองโลซานน์ได้เป็นอย่างดี หรือจะเข้าไปชมความอลังการของวิหาร Cathedrale de Notre Dame ก็ยังได้ หรือจะเดินย่านเมืองเก่าแล้วมาแวะพักเหนื่อยหลบความหนาวเย็นที่ร้านนี้ก็เป็นอีกไอเดียหนึ่งที่ดี อย่างไรก็ตามถ้าคุณมาโลซานน์แล้วไม่ได้มาร้านนี้ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าคุณได้มาถึงโลซานน์แล้ว

แถมท้ายกับภาพช็อกโกแลตข้นๆ สุดกลมกล่อมก่อนที่บล๊อกหน้าเราจะกลับไปที่เวียนนาเพื่อตามหาตัวโน๊ตที่หายไปกันต่อครับ

7th Sense

Creative Commons License
สุขเล็กๆ กับ ช็อกโกแลต by 7th Sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.