“ตัวโน๊ตที่หายไป” ตอนที่ 1


ถูกต้องแล้วครับวันนี้เราจะมาตามหา “ตัวโน๊ตที่หายไป” และที่ที่เราจะออกตามหานั้นคงเป็นที่ใดไม่ได้นอกจากดินแดนสุดคลาสสิค อันเป็นจุดกำเนิดของบรรดาคีตกวีชั้นยอดของโลก นั่นก็คือ “เวียนนา”

การตามหาตัวโน๊ตที่หายไปครั้งนี้ของผมเกิดขึ้นโดยความไม่ตั้งใจ โดยมีเพื่อนซี้ของผมคนนึงซึ่งไปเข้าอบรมการสอนดนตรีตามแบบของ “Orff” ที่ Univesität Mozarteum, Salzburg  ดันเกิดอาการเที่ยวคนเดียวไม่สนุก จึงได้ส่งเทียบเชิญเป็นตั๋วรถไฟของ OBB เส้นทาง ZurichVienna มาให้ผม เพื่อไปเป็นเพื่อนเที่ยวสนอง need ของมัน และอีกอย่างถือเป็นค่าจ้างผมที่ไปทำงาน Compose ให้กับงาน Creation ของมันเมื่อสองเดือนก่อนหน้า และในเมื่อราชรถมาเกยขนาดนี้แล้วจะให้ไม่ไปก็คงไม่ถูกหลักการ “ของฟรีมีต้องรีบคว้า”

การเดินทางจากซูริคไปเวียนนานั้นหากเดินทางโดยเครื่องบินก็ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น แต่ถ้าไปเครื่องบิน ความสนุกก็คงจะไม่มี ฉนั้นผมเลยทำการสนอง need ตัวเองด้วยการจอง Night train แบบตู้นอน 6 คน จากซูริคไปเวียนนาเป็นราคา 80 EUR (ของฟรีนี่เนอะ นี่เกรงใจนะไม่งั้นจองแบบตู้เดี่ยวไปแระ ฮ่าๆๆ) ถามว่าทำไมต้องจองตู้นอน ? ก็เพราะว่ามันใช้เวลาเดินทาง 10 ชั่วโมงน่ะสิ  จริงๆแล้วราคารถไฟนั้นถูกกว่านี้มากหากจองล่วงหน้าหลายอาทิตย์ แต่ครั้งนี้เป็นการจองแบบ นึกอยากจะไปก็หอบกระเป๋าขึ้นรถไปเลย เลยทำให้ตั๋วมีราคาสูง

งานนี้ผมออกตัวแบบชิลๆ จากซูริคราวๆ 3 ทุ่มและจะไปถึงเวียนนาราวๆ 7 โมงเช้า และครั้งนี้เป็นการขึ้นรถไฟแบบตู้นอนครั้งแรกของผมในยุโรป  ผมแบก Backpack ไปหนึ่งใบและกระเป๋า “วันศุกร์” สีฟ้าชมพูแปร๋นไปอีกหนึ่งใบ ดูเหมือนจะน้อย แต่ก็ดูทุลักทุเลพอควร เนื่องจากของใน Backpack มันล้นออกมา ทั้งนี้ทั้งนั้นใน Backpack มีเสื้อผ้าแค่ 2 ชุด ! ที่เหลือคืออุปกรณ์อัดเสียงและกล้อง -_”

หลังจากถีบตัวเองขึ้นมาบนรถไฟ ผมก็พบตู้นอนของผม ซึ่งวันนี้เต็มทุกที่นอน  ผู้โดยสาร 6 คนในตู้นี้ประกอบไปด้วย ผม, สาวญี่ปุ่น, พี่มืด, คู่สามีชาวเยอร์มันและภรรยาชาวสวิส กับลูกชาย 5 ขวบอีกหนึ่งคน  หลังจากจับจองที่กันเรียบร้อยผมก็ได้ที่นอนตรงกลางขวา ซึ่งเตียงนอนจะเป็นสามชั้นแบ่งสองข้างซ้ายและขวา

เนื่องจากดึกแล้วทุกคนเริ่มเข้าที่นอนของตัวเอง มีเพียงผมที่เวลานอนปรกติคือตี 4 ยังคงเดินดูวิวมืดๆไปมาอยู่ตรงทางเดิน ส่วนสองคนคู่สามีภรรยา หลังจากลูกหลับก็เริ่มออกมาโซ้ยเบียร์กันไปหลายกระป๋อง ผมเลยถามว่ากินเยอะขนาดนี้ไม่เมารถเหรอเนี่ย เจ๊ชาวสวิสตอบกลับมาว่า เมาสิดีจะได้หลับง่ายๆ นอนบนรถไฟมีแต่คนกรนจะได้ไม่ต้องตื่น !  พลางนึก เออ..ถูกของเจ๊แก

หลังจากนั้นบทสนทนาของเราทั้งสามคนจึงเริ่มขึ้น ส่วนใหญ่ก็สนทนาเรื่องทั่วไป แต่ดันมามีไฮไลท์ตรงที่เจ๊แกถามว่าอยู่สวิสเนี่ย ฟังสวิสเยอร์มันออกไหม ? เท่านั้นแหละผมก็เริ่มสาธยายความวุ่นวายกับภาษาสวิสเยอร์มันให้ฟัง และเนื่องจากสามีเจ๊เป็นคนเยอร์มันที่มาอยู่สวิสและได้รับประสบการณ์เดียวกัน จึงกระโจนเข้ามาร่วมวงสาธยายความวุ่นวายด้วยกัน เป็นเรื่องระหว่างไฮเยอร์มันกับสวิสเยอร์มัน

สามีเจ๊แกซึ่งทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ของคลับแห่งหนึ่งในซูริค บ่นบอกว่าคนสวิสชอบพูดอะไรยุ่งยากไม่เหมือนคนเยอร์มัน เวลามาสั่งเบียร์คนเยอร์มันก็พูดแค่ว่า “ขอเบียร์แก้ว” แต่คนสวิสกลับพูดว่า “คุณช่วยทำเบียร์ให้ผมสักหนึ่งแก้วได้ไหม ?” พร้อมตบท้ายด้วยว่า “อั๊วะก็ไม่รู้ว่าคนสวิสพวกนี้จะพูดให้มันยุ่งยากทำไมกับแค่สั่งเบียร์แก้วเดียว” หลังจากนั้น สองสามีภรรยาก็เริ่มเถียงกันเองเรื่องสวิสและเยอร์มัน ^{(&I%Y$%@@# bla bla bla (ผมเองมานั่งนึกในใจว่า เออ..มึงก็อยู่ด้วยกันได้นะ) ถึงแม้ทั้งคู่จะเถียงกันแต่ก็เถียงกันด้วยความสุภาพ ดูแล้วน่ารักไปอีกแบบ

หลังจากผ่านคืนอันแสนวุ่นวาย ผมก็ตื่นมาราวๆ 6 โมงเช้าเพื่อรับอาหารเช้าจากพนักงานรถไฟ เป็นเป็นอาหารเช้าง่ายๆ คือครัวซองและขนมปังอีกสองชิ้น พร้อมกับกาแฟหนึ่งแก้ว ตอนนี้หิวโฮกมากๆ เลยช่วยประทังชีพไปได้พักหนึ่งก่อนที่ผมจะลงไปโซ้ยต่อในเมือง

บรรยากาศภายในตู้รถไฟยามเช้า

คลิ๊กเพื่อฟังเสียง

 ราว 7 โมงเช้ารถไฟก็มาถึงที่หมาย ผมลงรถไฟที่สถานี Wien west bahnhof  (จริงๆแล้ว Vienna เรียกเป็นภาษาเยอร์มันว่า Wien ครับคนที่นี่ก็จะเรียก “วีน” กันหมด) หลังจากลงสถานีมา ผมก็โทรติดต่อเจ้าเพื่อนซี้ให้มารับ แต่…มันดันไม่รับโทรศัพท์อยู่นานสองนาน งานนี้เลยไม่รู้มันซี้แห๋งแก๋ไปแล้วหรือยัง ผ่านไปประมาณ 30 นาที มันถึงโทรกลับมา -_” บร๊ะเจ้า…

จากนั้นก็เข้าไปเก็บข้าวต่างๆของที่ Strawberry  Hostel ก่อนจะออกไปเริงต่อ ซึ่งเป็น Hostel นี้เป็นโฮสเทลที่ถือว่าดีมากๆและราคาถูกแถมอยู่ใกล้ Metro และ รถไฟ ห้องพักมีครบทุกอย่าง ทีวี ตู้เย็น ห้องน้ำในตัว เตียงคู่ และมี ครัวส่วนกลางอยู่ด้านนอกซึ่งคุณสามารถทำกับข้าวเองได้ และทั้งหมดนี้สนนราคาแค่เพียง 28 EUR ต่อคืน/คน เท่านั้น

หลังจากเก็บของเสร็จผมกับเพื่อนก็วางแผนกันว่าเราจะไปทำภารกิจอะไรกันบ้าง ซึ่งสองนักดนตรีคงไม่มีภารกิจอื่นได้ไปได้เมื่อมาอยู่ในเมืองแห่งดนตรีคลาสสิคเช่นนี้ เพราะฉนั้นเราจึงตกลงกันว่าเราจะตามหา “ตัวโน๊ตที่หายไป” ซึ่งนั่นก็คือ กิจกรรมตามล่าหาเหล่าคีตกวีอันโด่งดังทั้งหลายนั่นเอง

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่สนุกมากเนื่องจากคุณจะได้รับแผนที่ของเมืองจากโรงแรมมา ซึ่งจะมีลายแทงที่ตั้งของรูปปั้นของเหล่าคีตกวีอันเลื่องชื่อทั้งหมดว่าอยู่ตรงส่วนไหนของเมืองบ้าง ซึ่งรูปปั้นเหล่านี้จะกระจัดกระจายอยู่ทั่วเมืองตามสถานที่สำคัญหลายแห่ง และสำหรับผม Vienna นั้นถือเป็นเมืองที่นับว่าใหญ่ระดับนึงเลยทีเดียว

ผมไม่รอช้าต่อหยิบแผนที่ลงรถไฟฟ้าใต้ดินไปยังใจกลางเมืองบริเวณวิหาร St. Stephen ก่อนซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อใหญ่ของระบบขนส่งภายในเวียนนา และแวะชมความอลังการงานสร้างของสิ่งที่เรียกว่าเป็นเพชรน้ำเอกของเวียนนากันซะหน่อยก่อนที่จะต่อรถไปยังสถานี Stadtpark อันเป็นที่ตั้งของเหล่าคีตกวีทั้งหลาย

วิหาร St. Stephen นั้นได้ถูกริเริ่มโดย Duke Rudolf IV ในช่วงศตวรรษที่ 14 โดยมีสถาปัตยกรรมผสมระหว่าง โรงแมนติก และ โกธิก และมีลักษณะเด่นตรงหลังคา ที่เป็นกระเบื้องสีวางเป็นลายสลับตัดรอบๆรูปนกอินทรีย์ ซึ่งเราไม่ค่อยได้เห็นแบบนี้บ่อยนักในกลุ่มวิหารของช่วงปลายยุคโกธิก  นอกจากนี้บริเวณด้านข้างวิหารยังมีรถม้าชมเมืองไว้บริการอีกด้วย (ผมเองไม่ได้ลองนั่งเพราะคิดว่าแพงชัวร์) ดูจากจำนวนผู้คนและความจอแจรอบๆ ตัววิหารแล้วไม่แปลกใจว่า Hearth of Vienna ทำไมถึงตั้งอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

บรรยากาศภายนอก วิหาร St. Stephen

คลิ๊กเพื่อฟังเสียง

ส่วนบรรยากาศข้างในนั้นก็เปี่ยมไปด้วยความงดงามอลังการไม่แพ้ด้านนอกเช่นเดียวกัน ลวดลายภายในโดม รูปปั้นต่างๆ โต๊ะหมู่บูชา กระจกสี กระเบื้องลายตัด และออร์แกนขนาดมหึมาภายในวิหารแห่งนี้ซึ่งสามารถทำให้ผู้คนเลื่อมใสมาตั้งแต่ยุคเก่าก่อน แม้คนพุทธอย่างผมขณะเดินเข้าไปยังรู้สึกถึงความศรัทธาและพลัง ที่ออกมาจากวิหารแห่งนี้ ในขณะที่เสียงของผู้คนกำลังกึกก้องสะท้อนอยู่ภายใน รวมถึงเสียงผู้คนโยนเหรียญเงินลงถังบริจาค เพื่อเป็นการบูรณะวิหารแห่งนี้ ยังช่วยเพิ่มอรรถรสของกลิ่นอายความศรัทธาขึ้นมาอีก

คลิ๊กเพื่อฟังเสียง

ตัววิหารไม่ได้เก็บค่าเข้าชมแต่อย่างใด งานนี้คนที่ชอบของฟรีแบบผมก็คงถูกอกถูกใจไม่น้อย  อย่างไรก็ตามก็มีกล่องรับบริจาคอยู่ภายในเหมือนกัน (แต่ผมไม่ได้หยอด งก ครับ)

ผมเองไม่ค่อยได้มีโอกาสถ่ายรูปสวยๆเท่าไรเพราะคนข้างในเยอะมาก และตัววิหารเองก็กำลังซ่อมแซมอยู่ทำให้ได้รูปมาไม่ค่อยเยอะเท่าไร  ผมใช้เวลาอยู่ที่วิหารประมาณ 30 นาที ก็เริ่มออกเดินทางต่อเพื่อตามหา “ตัวโน๊ตที่หายไป” ตัวที่หนึ่งของผม ส่วนโน๊ตตัวที่หนึ่งจะเป็นใครนั้นเดี๋ยวจะได้รู้กัน แต่ตอนนี้เราต้องออกเดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดินไปยังสถานีที่ชื่อว่า “Stadtpark” หรือสวนประจำเมือง กันก่อน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเหล่าตัวโน๊ตทั้งหลายที่หายไป

ขออภัยที่โม้เยอะไปหน่อยในช่วงต้น ทำให้ขาดสาระไปบ้าง(ซึ่งจริงๆผมก็ตั้งใจให้มันไร้สาระ) เพราะดูเหมือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผมมันน่าสนใจไปซะหมดทุกเรื่อง ยังไงก็ติชมกันได้ใน comments นะครับ หรือจะส่ง IM ไปที่ Facebook’s 7th sense page ก็ได้

ในตอนหน้า เราจะมาดูกันว่าคีตกวีคนใดคือตัวโน๊ตตัวแรกของเรา : )

7th Sense

Creative Commons License
ตัวโน๊ตที่หายไป ตอนที่ 1 by 7th sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.