“ดาว”


“ดาวเรือง” “ดาวสยาม” “ดาวมหาลัย” “ดาวลูกไก่” “ดาวไถ” “ดาวดวงนั้น” “ดาวค้างฟ้า” “ดาวกระจาย” “ดาวรับไม่ได้”

ทั้งหมดนี้คือคำว่า “ดาว” ที่นิยมใช้กันแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

ผมต้องขอพักเรื่องเที่ยวมาเป็นเรื่องอื่นบ้างหลังจากเราได้เริงกันไปถึงสามตอนรวดกับ “มหัศจรรย์เสียงตามทาง”  ตอนนี้เลยรูสึกเอียนเรื่องเที่ยวไปซะแล้ว

สองสามวันก่อนผมขึ้นไปบนดาดฟ้าของ Apartment แล้วก็แหงนมองฟ้าโดยบังเอิญ เลยมีโอกาสได้เห็นดาวมากมายบนฟ้าระยิบระยับเต็มไปหมด ทำให้นึกขึ้นได้ว่า เอ…นอกจากความสวยงามของมันแล้วยังมีอะไรอีก ก็เลยได้หัวข้อนี้มาเขียนบล๊อก ผมลองนึกอยู่หลายหัวข้อ แต่ก็มาจบที่ว่า เราทำอะไรกับดาวมั่ง ?

“เป็นนิทาน” เมื่อตอนเด็กเรามักจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับดาวเสมอๆ เช่นเรื่องราวของ “ดาวลูกไก่” ที่เด็กๆฟังแล้วมักจะร้องไห้เสมอๆเพราะสงสารไก่ (ถ้าใครไม่เคยฟังเรื่องนี้แสดงว่าคุณขาดชีวิตวัยเด็กอย่างรุนแรง)

“เป็นที่พึ่งทางใจ” หลังจากนั้นพอเราโตขึ้นมาเริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาว คราวนี้พวกเราก็จะเริ่ม “ขอดาว”  กันเป็นตุเป็นตะ บางคนขอให้โลกสงบสุข บางคนขอแก้ว ขอแหวน บางคนถึงขั้นอยากเป็น “ดาว” ด้วยซ้ำ เพื่อที่จะได้มีคนนิยมชมชอบ หรือ ใครบางคนอาจต้องการเป็นดาว(ในดวงใจ)ของใครอีกคนหนึ่ง อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน และการอธิษฐาน ดูเหมือนจะเป็นประเพณีที่ทำกันไปทั่วโลก ไม่ว่าจะหัวดำหัวทอง อธิษฐานกันให้ควัก

เช่นเดียวกันครับ อัตราการอธิษฐานแปรผันตรงกับอัตราการตกของดาว ยิ่งตกมากยิ่งขอกันมาก นึกๆไปก็น่าสงสารดาวเหมือนกัน ขนาดอยู่บนฟ้ามีเป็นล้านๆดวงก็โดนขอให้ทำโน่นทำนี่จนทำแทบไม่ไหว พอตกมาบนโลกแค่ไม่กี่ดวงยิ่งโดนพวกเรากระหน่ำอธิษฐานกันยกใหญ่ -_”

จากที่พูดมาเราก็จะเห็นว่า “ดาว” มักจะมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความรักเสมอๆ และยังมีทั้งความเหงา ความเศร้า ความสุข และความคิดถึงอยู่ด้วยกัน ที่ผมพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็เนื่องจากว่า ผมได้มีโอกาสไปถ่ายรูปดาวในทุ่งนาที่ต่างจังหวัดเมื่อครั้งกลับไปเมือไทย เลยทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศและความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับดาวขึ้นมามากมาย และภาพต่างๆผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด

“เป็นแม่สื่อ” อากาศเย็นๆ ท่ามกลางภูเขา ชายทะเล ทุ่งกว้าง หรือแม้แต่วิวนอกหน้าต่าง ในคืนที่มืดสนิทนั้น ทำให้เรามองเห็นดาวได้ชัดกว่าปรกติ ไม่เท่านั้น ถ้าคุณใช้สายตากับมันมากพอ คุณอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกสีขาวโพลนลากยาวไปตามท้องฟ้า ที่สำคัญก็คือ ถ้าคุณมีที่นอนอุ่นๆให้ซุกตัวด้วยละก็ จะทำให้การนอนดูดาวนั้นเป็นการนอนดูดาวมีความสุขไปตลอดทั้งคืน และผมเชื่อว่าหากคุณมีใครสักคนที่คุณรัก(หรือแอบชอบ)อยู่ข้างๆ ด้วยละก็ คุณอาจจะรู้สึกว่าไม่อยากให้พระโผล่ขึ้นมาเลยก็ได้ ก็ไม่แปลกที่หลายๆคู่เกิด spark กันขึ้นมาได้จากสถานการณ์แบบนี้ 

“เป็นเครื่องมือสื่อสาร” สิ่งนึงที่ผมทำเป็นประจำเวลาที่ได้มีโอกาสไปดูดาวก็คือ “อธิษฐาน” และตั้งแต่เกิดมาผมเองไม่เคยอธิษฐานอย่างอื่นเลย นอกจากขอให้คนที่ผมรัก รับรู้ถึงความรักและความคิดถึงที่ผมมีให้กับเค้าเหล่านั้น  และอีกอย่างผมเชื่อว่ามันเป็นการเชื่อมโยงระหว่างกันและกัน คุณอาจจะกำลังนั่งมองดาวและคิดถึงใครสักคน แต่ในขณะเดียวกันในอีกสถานที่หนึ่ง คนที่คุณคิดถึงอาจจะกำลังมองดาวดวงเดียวกันกับคุณอยู่ก็เป็นได้  คุณไม่เคยแปลกใจเหรอว่า วันนึงขณะที่คุณเดินเล่นอยู่ คุณมองไปบนฟ้าและเห็นดาวดวงหนึ่งส่องแสงวับวาวสวยงามอย่างที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน มันอาจจะเป็นเพราะว่าดาวดวงนั้นกำลังบอกคุณว่า ใครบางคนกำลังคิดถึงคุณอยู่ก็เป็นได้

“เป็นเครื่องนำทาง” ไม่เพียงนักเดินเรือหรือนักเดินป่าหลายคนใช้ต่ำแหน่งของดวงดาวเป็นเครื่องนำทาง แม้แต่อาชีพบางอาชีพเช่นหมอดูก็ยังใช้มันเพื่อบอกถึงเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้น และนำเอาคำทำนายมาใช้นำทางในการดำเนินชีวิต ในขณะที่หลายๆคนมีดาวในดวงใจ ที่เค้าเหล่านั้นใช้เป็นที่ยึกเหนี่ยวนำทางให้กับชีวิตของตัวเองให้ไปถึงยังจุดหมาย เพราะแม้ในคืนที่มืดสนิทอละมองไม่เห็นทาง คุนยังมีแสงสว่างจากดวงดาวช่วยส่องนำทางเสมอ

“เป็นแรงบัลดาลใจ” ผมเองเป็นคนชอบดูดาวมาตั้งแต่เด็กๆ ถึงขั้นมีกล้องดูดาวเป็นของตัวเอง ถึง 4 ตัว โดยซื้อมา 1 ตัวและสร้างเองอีก 3 ตัวโดยที่ตัวสุดท้ายมีระบบขาตั้งแบบ Equatorial ซึ่งสามารถหมุนตามต่ำแหน่งดาวได้โดยที่ไม่ต้องปรับกล้องใหม่ ผมใช้มันออกตระเวรดูดาวกับกลุ่มเพื่อนๆหลายครั้ง รวมถึงทำค่ายดาราศาสตร์ด้วย ระหว่างที่ยังเรียนอยู่ชั้นม.ปลาย โดยมีแรงบัลดาลใจจากการที่ส่องกล้องพบดาวเสาร์โดยบังเอิญ ต้องขอบอกว่ามันเป็นความประทับใจไม่รู้ลืมที่ได้เห็นวงแหวของดาวเสาร์แบบตัวเป็นๆ แม้จะค่อนข้างเล็กด้วยกำลังขยายของกล้องก็ตาม แต่ภายหลังที่ย้ายมาอยู่เมืองกรุงเพื่อเรียนต่อก็ไม่มีโอกาสได้เห็นดาวอีกเลย เพราะแสงสว่างจากตัวเมืองกลบแสงสว่างของดาวไปหมด และผมคิดว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของคนที่อยู่ต่างจังหวัด ที่จะได้มีประสบการณ์ดีๆแบบนี้ ซึ่งหาได้ยากในเมืองกรุงที่มีแต่ตึกสูงๆและแสงไฟจากอาคารต่างๆมากมาย

ผ่านไป 10 ปีที่ผมไม่มีโอกาสได้เห็นดวงดาวสวยๆ จนกระทั่งผมมาอยู่สวิตเซอร์แลนด์ จึงได้กลับมามีโอกาสดีๆเหล่านั้นอีกครั้ง ซึ่งเดือนหน้าผมก็กำลังแพลนทริปถ่ายรูปดาวอยู่เหมือนกัน ต้องขอบอกว่าดาวที่นี่สวยมากโดยเฉพาะการขึ้นไปดูบนเขา แล้วไว้ผมจะเอาภาพมาฝากกันอีกที

ตอนนี้ผมลองนั่งลิสต์เล่นๆ เกี่ยวกับประสบการณ์การดูดาวที่แสนประทับใจตลอดชีวิตของผม ซึ่งเป็นที่ๆสร้างแรงบัลดาลใจให้ผมมาตลอด ก็คือ

1. อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว เป็นการออกค่ายดูดาวของผมกับเพื่อนๆนักเรียนมัธยม

2. โรงเรียนสตรีวิทยา 2 เป็นการออกค่ายดูดาวกับกลุ่มชมรมดาราศาสตร์

3. ริมชายหาด ในค่ายพัน ร.7 จังหวัดระยอง กับการออกค่ายร่วมกับอาสาสมัครในโครงการ “แด่น้อง” ซึ่งงานนั้นมีเพื่อนสาวของผมหลายคนได้สารภาพออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า ความสุขของพวกเธอนั้นคือการได้นั่งดูดาวพร้อมกับจับมือใครสักคนที่รัก

4. เขื่อนลำประทาว เป็นการดูฝนดาวตกครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตกกันเป็นพันๆดวง งานนี้ประทับใจเช่นกัน คนดูเป็นพันๆคน สนุกสนานกันไป

5. Les Diablerets เป็นการดูดาวสุดประทับใจที่สุดในชีวิต ผมและเพื่อนๆอีกสามคน นั่งแช่ตัวอยู่ในอ่าง Jagucci บนยอดเขา ที่อุณหภูมิ 47c ท่ามกลางบรรยากาศ -3c มีภูเขาหิมะสีขาวโพลนสองลูกที่ใหญ่อลังการอยู่เบื้องหน้า สะท้อนแสงจากดวงดาวให้เห็นสวยงาม และด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเล 2000 เมตรทำให้ดาวทุกดวงใหญ่เหมือนจะเอามือคว้ามันไว้ได้เลยทีเดียว

ท้ายนี้ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ต้องการฝากความรัก ความคิดถึง ของคุณผ่านดวงดาว ไปยังคนที่คุณรัก ให้เค้าได้รับรู้ และรู้สึกอย่างเดียวกับคุณครับ

ผมฝากภาพ Video สวยๆจากการถ่าย Time lapse ดาวที่เมืองไทยมาให้ดูกัน แม้งานนี้จะจบลงด้วยการเมาเละตุ้มเป๊ะไปคนทิศคนละทางของเหล่าผู้ร่วมขบวนการแทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันก็ตาม แต่ยังไงซะเราก็ยังได้ภาพสวยๆกลับมาฝากกัน

7th Sense

Creative Commons License
ดาว by 7th Sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.