“มหัศจรรย์เสียงตามทาง” ตอนที่ 3


เผลอแป๊บเดียวยังผ่านไปไม่ถึงอาทิตย์ มหัศจรรย์เสียงตามทาง ก็มาถึงตอนจบซะแล้ว  เวลามันผ่านไปไวจริงๆ  จากตอนที่แล้วเราสุดทางกันที่ “Scnellenbaum” หรือต้นไม้เร็ว จุดต่อไปยังคงเป็นต้นไม้เหมือนกัน แต่คราวนี้ใหญ่กว่าเดิม

เจ้าเครื่องดนตรีชิ้นนี้มีชื่อว่า “Felsentöne” หรือเฟลเซนเทินเนอร์ ในภาษาไทยนั่นเอง  ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วผมว่ามันคล้ายๆ ไม้ผสมกับหินหรือจะเรียกว่าไม้กลายเป็นหินดี ? เจ้าเครื่องนี้หนาและใหญ่พอๆกับกำแพงหนึ่งอันเลยทีเดียว แถมเต็มไปด้วยรูมากมาย ตรงบริเวณจุดเริ่มต้นมีรูหนึ่ง  ถูกวงเป็นสีแดงเอาไว้ เพื่อเป่าหรือร้องเพลง ส่วนโซนถัดไปจะมีรูอีก 7 รูไว้สำหรับตี

ในป้ายอธิบายไว้ว่าคุณสามารถจะร้องเพลง หรือทำเสียงแบบ Didjeridoo ก็ได้ในรูที่ 1  ส่วนรูที่เหลือทั้ง 7 นั้นสามารถเล่นเป็นจังหวะได้เช่นเดียวกับ percussion และมีทั้งหมด 7 เสียงในสเกล Pantatonic (สูตรเดิมอีกแล้ว) ผมลองเล่นเองด้วยการตบแบบเป็นจังหวะ แต่ไม่กล้าจะเอาปากไปประกบเป่าตรงรูที่วงเป็นสีแดงเอาไว้ ฮ่าๆ แต่อย่างเพิ่งน้อยใจว่าไม่มีเสียงมาให้ฟัง ผมมีวิดีโอจากเวบ Klangwelt มาฝาก

ในวิดีโอรู้สึกจะเป็นศิลปินผู้ออกแบบมาเป็นคนสาธิตเองเลย ตาลุงคนแรกเป่าเสียงแบบ Didjeridoo เข้าไปภายในต้นไม้ ดูแล้วเก่งไม่เบาเพราะลุงแกเป่าแบบไม่มีหยุดหายใจเลย เซียนดนตรีไทยบ้านเราเองก็คงจะรู้กันดีว่าเทคนิคที่ว่านี้คือการระบายลม ที่นิยมใช้กันในการเล่นขลุ่ยและปี่นั่นเอง ซึ่งเป็นเทคนิคค่อนข้างสูงที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนกันจนปอดแฟบกันไปหลายยก กว่าจะทำได้  ส่วนตาลุงอีกคนนึง(ก็คือตาลุงคนเดียวกันนั่นแหละ)ที่ไปตบรูเป็นจังหวะก็ใช่ย่อย เล่นเป็น rhythm และมี dynamic ที่สอดคล้องกับลุงที่เป่า เข้ากันดีทีเดียว

ถึงตอนนี้เจ้าเมโลเดียนกัมฟี่จาก ตอนที่1 ได้ตกกระป๋องไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ เนื่องจากผมได้เทคะแนนทั้งหมดมาที่เจ้า เฟลเซนเทินเนอร์ หมดซะแล้ว ต้องขอปรบมือให้กับศิลปินผู้ออกแบบทั้งสองท่าน Ferdinand Rauber และ Kurt Schär ที่สร้างเครื่องดนตรีประหลาดชิ้นนี้ขึ้นมา

ตอนนี้แดดเริ่มคล้อยต่ำแล้ว ผมคิดว่าน่าจะประมาณ 5 โมงเย็นได้ เลยต้องเร่งฝีเท้าขึ้นหน่อย เพราะกลัวว่าจะไม่มีรถกลับซูริค  ผมเดินมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็พบกับ Climax ของทริปนี้ (จัดอันดับโดยผมเอง) เพราะมันคือเครื่องดนตรีที่ติสแดกที่สุดที่ผมเคยเจอมา ถ้ามีรางวัล “ติสแดกออวอร์ด” ผมว่าเจ้านี่เข้าวินอันดับหนึ่ง

จากการเดินสำหรวจรอบๆ มีเพียงลานหินเล็กๆ และม้านั่งไม้ ที่ตั้งหันหน้าออกจากภูเขาให้เราได้มองวิวเก๋ๆ ข้างหน้า ทีแรกผมก็นึกว่าจุดพัก แต่ดันมีป้ายติดไว้ว่าเป็นเครื่องดนตรี ก็เลยเดินเข้าไปอ่าน ได้ความมาว่า

“บน Horchplatz คุณได้มาอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของดินแดนนี้ ที่ตรงนี้เสมือนกับ Concert Hall ที่มี สัตว์ คน ต้นไม้ เครื่องจักร และ ดินฟ้าอากาศ มาร่วมบรรเลง Orchestra ให้กับคุณ”

จงนั่งลงบนเก้าอี้ พิงหลังของคุณอย่างผ่อนคลาย หลับตาลงสักครู่ แล้วฟัง

คุณได้ยินอะไร ?

คุณรู้สึกอย่างไรกับชีวิตในวิถีของธรรมชาติ เมื่อคุณเปิดตาขึ้นมา ?

ตอนท้าย เค้าให้เราเขียนตอบคำถามแล้วส่งไปที่ ที่ทำการของ Klangwelt ซะด้วย ซึ่งมีที่อยู่ไปรษณีย์เขียนไว้ชัดเจนที่ป้าย คาดว่าคงเอาไปขึ้นเวบของ Klangwelt

ผมเองทดลองนั่งหลับตาไปประมาณ 3 นาที ตามคำแนะนำบนป้าย หลังจากลืมตาขึ้นมาก็ต้องขอบอกว่า ผมมองโลกเปลี่ยนไปจริงๆ รู้สึกว่าธรรมชาตืมันมีชีวิตมากขึ้นมาเป็นกอง ทำให้ผมค่อนข้างทึ่งกับไอเดียติสแดกของศิลปินผู้นี้เป็นอย่างมาก  เมื่อสมัยเด็กๆผมมักจะแอนตี้พวกศิลปินที่วาดภาพไม่รู้เรื่องแต่เสือกดัง หรือแม้แต่ คอมโพเซอร์ชื่อดังอย่าง จอนห์ เคจ กับเพลง 4.33 version full orchestra ของลุงจอนห์ที่ทำเอาผมขำปวดตับกับไอเดียที่เอานักดตรีกว่า 80 ชีวิตมาเล่นเพลง “เงียบ” ของแกเป็นเวลา 4.33 นาที ผมนั่งนึกในใจ คือ..จะทำให้มันยากทำไมวะ นึกแล้วผมอยากเป็นนักดนตรีในวงนั้นชะมัด มานั่งเฉยๆก็ได้ค่าตัวกลับบ้านสบายแฮร์

แต่พอโตขึ้น ผมได้เรียนรู้มากขึ้น ได้วิเคราะห์ ได้เห็นงานของศิลปินท่านอื่นๆ รวมถึงได้มาอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรป ที่มีรากฐานทางศิลปะและวัฒนธรรมมายาวนาน ได้เสพย์ศิลปะแบบคนที่นี่เสพย์กัน รู้ตัวเลยว่า ไอเดียแบบนี้ไม่ได้ทำกันง่ายๆอย่างที่เราคิด

ซึ่งผมคิดว่างานศิลปะนั้นส่วนสำคัญของมันคือการสื่อสาร โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เพียงแต่ใช้ตาดู หูฟัง มือสัมผัส แต่ควรจะใช้ใจสัมผัสและรับรู้ถึงความรู้สึกที่ผู้สร้างงานต้องการจะสื่อออกมา ยกตัวอย่างว่ามีศิลปินวาดภาพนึงขึ้นมา เป็นภาพที่ดูไม่รู้เรื่อง ผู้ที่มองด้วยตาอาจจะบอกว่ามองไม่รู้เรื่อง หรือดีที่สุดก็จะพยายามบอกว่ามันคือภาพอะไร แต่สารที่ส่งมานั้นจริงๆแล้ว ผู้สร้างอาจจะอยากให้คุณ “รู้สึก” ว่าคุณรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นภาพนี้ มากกว่าการบอกว่ามันคือภาพอะไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของคนสร้างด้วยว่าต้องการจะสื่ออะไรและแบบไหน

กลับมาที่ Horchplatz ต่อ แม้ไอเดียวจะดูเหมือนง่ายแต่การสร้างของเค้านั้นไม่ธรรมดา  ผมลองวิเคราะห์ดูจากสภาพแวดล้อม อย่างแรก บริเวณม้านนั่งนั้น มีทางเดินป่าผ่านตัดจากซ้ายไปขวา และมีคนเดินไปมาตลอดเวลา อย่างที่สอง จุดที่ตั้งของม้านั่ง นั้นอยู่ในจุดที่เว้าเข้าไปในหุบเขา โดยมีหน้าผาขนาดยักษ์อยู่ด้านหลังเป็นตัวซับเสียง ในขณะที่ข้างหน้าเป็น เนินกว้างมีหมู่บ้าน ฝูงวัว ต้นไม้ และรถวิ่งผ่านไปมา รวมถึงยังเป็นจุดกึ่งกลางของฐานเครื่องดนตรีทั้งหมด จากลักษณะทั้งหมด ลองจินตนาการดูก็คงมีสภาพไม่ต่างจาก Concert Hall ที่ถูกออกแบบโดยธรรมชาติสักเท่าไร เครื่องดนตรีนักดนตรีก็มีพร้อมอยู่ด้านหน้า แถมภูเขาฝั่งตรงข้ามยังเป็นตัวช่วยสะท้อนเสียงต่างๆกลับมายังที่ๆเรานั่งอยู่อีกด้วย  ซึ่งงานนี้ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นเรืื่องบังเอิญ และต้องขอชื่นชมกับความละเอียดอ่อนของศิลปินผู้ออกไอเดียท่านนี้ที่มีชื่อว่า Peter Roth วรยุทธ์ของท่านช่างล้ำลึก ข้าน้อยขอคาระวะ 1 จอก

วิว Panorama ของ Horchplatz (คลิ๊กขยายเพื่อ save เป็น wallpaper )

คลิ๊กเพื่อฟังเสียง

และด้วยความที่วิวมันสวยเป็นพิเศษ ทั้งยังมีเก้าอี้ให้นั่งพักเหนื่อย แถมได้ฟังออร์เคสตร้าจากเหล่าธรรมชาติแบบฟรีๆ จะมีที่ไหนที่เหมาะจะให้นั่งปักหลักกินข้าวเท่าตรงนี้หล่ะ แหม่..นึกแล้วมันมีความสุขจริงๆ ผมเองคงหาโอกาสแบบนี้ไม่ได้ในเมืองแบบกรุงเทพฯ หรือที่อื่นๆที่จอแจเต็มไปด้วยตึกและมลพิษทางเสียง

จุดพักกินข้าวที่อื่นๆ มีเตา BBQ ให้ย่างกันด้วย และแน่นอนน้ำดื่มธรรมชาติ ดื่มได้ฟรีๆ

ข้าวกลางวัน และเหล่าข้าวของที่เตรียมมา

หลังจากกินข้าวเสร็จผมก็รีบจ้ำต่อทันที จนมาถึงเจ้า “ทรัมเป็ตเกลียว” ที่มีถึง 4 Horns แต่ดันมีที่เป่าแค่อันเดียว ผมพยายามเป่าอยู่นานแต่ไม่ประสบความสำเหร็จ ส่วนถัดมาใกล้ๆกัน เป็น “ศิลาหิน” ซึ่งข้างในเป็นรูเจาะไว้โดนมีขนาดเส้นรอบวงแตกต่างกันไป ประมาณ 4 รู พอเราเอามือตบก็จะได้ยินเสียง ป๊อกๆ คล้าย percussion ส่วนตัวหินเองเวลาเคาะก็มีเสียงแตกต่างกันไปตามความหนาบางของตัวศิลาด้วย

คลิ๊กเพื่อฟังเสียง

บอกตรงๆตอนนี้แทบไม่มีแรงจะเล่นอะไรแล้วเพราะเดินมาไกลมาก อีกอย่างต้องเดินเร็วเพื่อให้ทันเวลารถกลับ ผมจึงรีบไปต่อที่เจ้า “ล้อหมุน” เจ้าล้อหมุนนี้ผมคิดว่าน่าจะทำมาจากไม้ และข้างในคงมีเมล็ดหรือลูกหินอะไรสักอย่างอยู่ หลังจากลองหมุนดูแล้วพบว่ามันให้เสียงเหมือนฝนที่ตกลงมาเป็นเพชรพลอยไม่มีผิด ซึ่งจริงๆ ใน Hollywood การทำ sound design เสียงฝนตกก็ใช้เครื่องทำที่มีหลักการเดียวกันกับเจ้าตัวนี้เช่นกัน

คลิ๊กเพื่อฟังเสียง 

ส่วนเจ้าตัวสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือ เจ้าลูกโลกเหล็ก ผมเองจำชื่อมันไม่ได้ซะแล้ว แต่ดูแล้วลักษณะคล้ายๆรังผึ้งในการ์ตูนมากกว่า  แผ่นโลหะนานาชนิด มีทั้งทองแดง อลูมิเนียม เหล็ก และ อื่นๆ ถูกนำมาเรียงเป็นชั้นๆ เป็นรูปวงทรงกลม เมื่อคุณใช้ไม้เคาะแต่ละชิ้นก็จะให้เสียงที่แตกต่างกันไปตามชนิดและขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของโลหะ บางครั้งเคาะอันนึงแต่ก็ไปทำให้อีกอันนึงสั่นด้วยที่คลื่นความถี่ของอีกอันนึง ที่ดันไปตรงกับคลื่นความถี่ธรรมชาติอีกอันนึง เกิดเป็นการประสานเสียงขึ้นมา ทำให้เจ้าตัวนี้ก็ดูมีความน่าสนใจไม่น้อย

คลิ๊กเพื่อฟังเสียง 

ผมว่าคนที่ตามอ่านมาตั้งแต่ตอนที่หนึ่งคงเริ่มรู้สึกเหนื่อยเหมือนผมแล้วใช้ไหม ? ถึงตรงนี้ขอกบอกว่าหมดแรงเต็มที เดชะบุญจุดต่อไปเป็นจุดสุดท้ายแล้วครับ (นี่ผมข้ามมาเยอะมากๆ นะเนี่ยเอาเฉพาะอันที่น่าสนใจมาลง) ตอนนี้ผมเริ่มดีใจที่จะได้กลับบ้านแล้ว เพราะนี่เองก็เย็นมากแล้ว กลัวไม่มีรถกลับก็กลัว

เอ้า ! อันสุดท้ายมันคือ…..แท่น แทน แท๊นน “สะพานร้องเพลง” นั่นเอง และแน่นอนครับผมไม่มีสติพอที่จะจำชื่อมันหรือยกกล้องออกมาถ่ายป้ายของมันเอาไว้ ตอนนี้ขอแค่ได้เล่นๆๆ แล้วก็จะกลับแล้วครับ

เจ้าสะพานตัวนี้ดูๆไป ไม่ค่อยต่างจากสะพานธรรมดา คือมีซี่ไม้ด้านข้างๆเพื่อกันตก แต่… นี่หล่ะไอเดียวเค้า ตรงหัวสะพานจะมีไม้ให้หนึ่งอัน เราสามารถหยิบแล้วก็ใช้ไม้นั้นเคาะลากเจ้าซี่ไม้ด้านข้างนี่ไปเรื่อยๆจนสุดปลายสะพานอีกด้านนึงได้ แต่ละซี่ไม้นั้นจะมีความยาวไม่เท่ากัน ทำให้เสียงที่ออกมานั้นสูงๆต่ำๆ ออกมาเป็นเมโลดี้แบบพิลึกๆ แถมบนซี่ไม้มีเนื้อเพลงเขียนไว้ด้วย (ผมเดาเอา) ฮ่าๆๆ ผมเองอัดเสียงมาค่อนข้างยาวเพื่อประโยชน์ในการใช้แต่งเพลงต่อไป และด้วยความที่ขี้เกียจตัด Audio ใหม่ให้เป็น 30 วินาทีเหมือนทุกอันก็เลยวางมันทั้งอันไปเลยคือ 1.30 นาที

ผมเริ่มจาก ราวด้านซ้าย แล้ววนกลับมายัง ราวด้านขวา และหลังจากนั้น… มั่วไปเรื่อยๆ : )

สะพานร้องเพลง

คลิ๊กเพื่อฟังเสียง 

เย้..ในที่สุดก็จบเสียที นับว่าเป็นฐานสุดท้ายที่สร้างความประทับใจก่อนกลับได้ดีทีเดียว ผมเดินลงเขาเพื่อที่จะไปยังกระเช้า อย่างมีความสุขด้วยการฟังเสียงจั๊กจั่นร้องงึมงัมตลอดทาง ประจวบเหมาะกับเป็นเวลาโกลเด้นไทม์ คือพระอาทิตย์กำลังจะตก ทำให้แสงดูเป็นสีทองส่องกระทบหญ้าสีเขียวไปทุกที่ ขณะที่เดินลงมาเรื่อยๆ

ผมเองเริ่มอ่อนล้าจากการเดินเขาเป็นอย่างมากเพราะต้องหอบอุปกรณ์มากมายไว้บนหลังตลอดทาง รวมทั้งเส้นทางนั้นก็มีหลายช่วงที่ต้องขึ้นเขาเลยเมื่อยไปทั้งตัว กะว่ากลับไปจะขอแช่น้ำอุ่นๆสักชั่วโมง แต่คราวเคราะผมยังไม่หมด ด้วยความที่ใช้เวลาเดินมากเกินไป กรงจักรได้ปรากฎให้เห็นเบื้องหน้า เมื่อผมเดินมาถึงกระเช้า งานนี้เข่าแทบทรุดลองไปกองกับพื้น กระเช้าปิด !! ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าผมมาช้าไปถึงหนึ่งชั่วโมง บริเวณ station ตอนนี้สภาพไม่ต่างกะเมืองร้าง -_” นึกในใจซวยแล้วสิกู

ผมกลั้นใจหยิบ iPhone ขึ้นมาเปิดดูแผนที่พบว่าต้องใช้เวลาอีก 1.45 ชั่วโมงในการลงเขา บร๊ะเจ้าโจ๊กครับ งานนี้เดินเป็นเป็ดแน่ๆ แต่ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องเดินลงไปตามมารยาท

ระหว่างทางลงผมตัดทางลัดเข้าทุ่งทุกที่ที่ทำได้ เนื่องจากเป็นภูเขาสูงถนนจึงอ้อมโลกและคดเคี้ยวยิ่งกว่างูปวดท้อง… ระหว่างนั้นก็มีชาวสวิสหลายคนที่ขับรถสวนทางขึ้นไป ทุกคนเหล่มองมาทางผมทำท่าฉงน พลางนึกว่าไอ้เด็กคนนี้มันมายังไงทำไมถึงเดินลงเขาทางนี้  (ผมนึกในใจ เสือกมีแต่รถขาขึ้น ไม่มีรถขาลงเลยวุ้ย จะได้โบกไปด้วย) แต่สุดท้ายผมก็เดินลงจนถึงสถานีกระเช้าด้านล่างในที่สุด

แต่เหมือสวรรค์แกล้ง รถเมล์ที่จะไปสถานีรถไฟ หมด ! ซวยซ้ำซ้อนจริงๆครับงานนี้ ผมหยิบ iPhone มาดูแผนที่อีกครั้ง งานนี้ผมต้องเดินขึ้นเขาไปอีก 30 นาทีเพื่อไปที่ป้ายรถเมล์หลักภายในเมือง ขอบอกได้เลยว่าขาแทบหลุดเป็นชิ้นๆ เพราะงานนี้ขึ้นอย่างเดียวไม่มีลง แถมชันแบบ non stop ซะด้วย

ทางกลับถึงแม้จะเหนื่อ แต่ภาพของธรรมชาติสวยๆก็เติมพลังให้เราไม่น้อยระหว่างทาง

แต่ในที่สุดผมก็กัดฟันเดินมาจนถึงป้ายรถเมล์จนได้ เลยมีเวลานั่งพักล้างหน้าล้างตา กดโคล่าไลท์จากตู้บริการตรงป้ายรถเมล์มาดื่มเพื่อเป็นการเพิ่มความสดชื่น ระหว่างรอรถเมล์ซึ่งจะมาถึงในอีกครึ่งชั่วโมง

ข้อดีของสวิสคือระบบขนส่งมวลชนตรงเวลามากๆ ระบุเวลาเท่าไรไม่ค่อยจะมีผิดนัด ยกเว้นบางกรณีที่มีอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ก็จะไม่ล่าช้ามาก เฉกเช่น ร ฟ ท

ตอนนี้เราก็มาจนถึงตอนสุดท้ายของมหัศจรรย์เสียงตามทางตอนจบแล้วละ ผมรู้สึกหมดภาระไปอีกหนึ่งเปราะ งานนี้ผมขอสรุปง่ายๆจากความรู้สึกของผมต่อเครื่องดนตรีต่างๆที่ได้พบเจอมาตลอดทริป โดยการออกเป็นรางวัลให้กับเครื่องดนตรีที่เข้าวินดังนี้

รางวัลเครื่องดนตรีชวนฝันออวอร์ด ได้แก่ เมโลเดี้ยนกัมฟี่ จากตอนที่ 1

รางวัลเครื่องดนตรีติสแดกออวอร์ด ได้แก่ ฮอคพลัซ จากตอนที่ 3 (ตอนจบ)

ราววัลเครื่องดนตรีสุดครีเอทออวอร์ด ได้แก่ เฟลเซนเทินเนอร์ จากตอนที่ 3 (ตอนจบ)

และ รางวัลเครื่องดนตรีประทับใจตลอดการ ได้แก่ เฟลเซนเทินเนอร์ จากตอนที่ 3 (ตอนจบ)

ถึงตรงนี้หลายๆคนคงมีเครื่องดนตรีไว้ในใจเหมือนกัน ใช่หรือไม่ ผมไม่ว่านะครับถ้าจะโพสความเห็นไว้ด้านล่าง ว่าคุณชอบเครื่องดนตรีอะไรมากที่สุด หรือจะออกรางวัลในแบบของคุณเองก็ได้ เพราะผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนอื่นๆชอบแบบไหนกันบ้าง  สำหรับตอนนี้คงต้องจบเรื่องราวของมหัศจรรย์เสียงตามทางไว้เพียงเท่านี้ บล๊อกหน้ายังมีสิ่งที่น่าสนใจรออีกเพียบ !

7th Sense

Creative Commons License
มหัศจรรย์เสียงตามทาง ตอนที่ 3 by 7th Sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.