“มหัศจรรย์เสียงตามทาง” ตอนที่ 2


เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายเมื่อการนั่งเทียนเขียนเพลงหน้าคอมพิวเตอร์ไม่ประสบความสำเหร็จ หากถามว่าทำไมไม่ออกไปหาแรงบัลดาลใจข้างนอกบ้างล่ะ เหมือนที่เล่าไว้ในบล๊อก “กันยายน” ไง  ผมก็ต้องบอกว่าเพราะตอนนี้เป็นไอ้เป๋อยู่  ก็เลยต้องอยู่บ้านไปโดยปริยาย แม้จะเริ่มเดินได้บ้างแล้วแต่ยังต้องเซฟขาอยู่ดี เพราะไม่อยากจะผ่าตัด

เนื่องจากคิดเพลงไม่ออกและงานอื่นๆก็ยังติดๆขัดๆอยู่ ผมก็เลยมีเวลามาเขียนตอนที่ 2 ของ “มหัศจรรย์เสียงตามทาง” ให้ได้ติดตามอ่านกัน

ต่อจากตอนที่แล้ว ตอนนี้เราจะเริ่มเข้าสู่เส้นทางป่า ซึ่งมีต้นไม้สูงท่วมหัวตลอดสองข้างทาง แต่แสงอาทิตย์ยามบ่ายยังส่องทะลุเข้ามาอย่างทั่วถึงจนผมเริ่มจะร้อน  หากใครว่าสวิสอากาศเย็นละก็ มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะถ้าเป็นหน้าร้อนแล้ว อุณหภูมิก็น้องๆกรุงเทพฯเช่นเดียวกัน จะต่างก็ตรงที่มันไม่ชื้น ซึ่งสำหรับผมถือว่าดีเพราะมันไม่อบอ้าวและก็เหงื่อระเหยเร็วมากเลยทำให้เสื้อผ้าไม่ค่อยมีกลิ่นหรือใส่แล้วไม่สบายตัว

หลังจากผ่านจุดที่ 1 2 และ 3 มาแล้ว เผลอไปแป๊บเดียวเดินมาถึงจุดที่ 4 ซะนี่ ไม่รู้เวลาเดินเร็วหรือผมเดินเร็วกันแน่ แต่ที่แน่ๆ เจ้าเครื่องดนตรีในจุดที่ 4 นี้รูปทรงธรรมชาติสุดๆ เพราะมันคือต้นไม้ดีๆนี่เอง

ผมลองส่องๆดูก็พบว่ามีกลไกอยู่ข้างใน  แล้วก็มีมือหมุน  ยื่นออกมาอยู่ข้างนอกให้เราหมุน พอเริ่มหมุนก็จะได้ยินเสียงตอกแต๊กๆๆ (มันคือไม้กระทบกัน) แต่ขอบอกว่ามันดังมาก ส่วนตัวคิดว่าน่าจะมาจากการที่ศิลปินผู้ออกแบบได้ออกแบบให้ใช้ตัวต้นไม้เองเป็น Chamber เพราะเป็นไม้ชิ้นเดียวและเป็นทรงกระบอกเลยทำให้มันกังวานเป็นพิเศษ ตอนแรกผมก็เฉยๆกับมันแต่พอได้อ่านที่มาของมันแล้วกลับทำให้มันดูน่าสนใจขึ้นมาทันที เรื่องก็คือ เจ้าเครื่องเล่นนี้ “Baumrätche” อ่านว่า “บามเรตเชอร์” มีที่มาจากในป้ายที่เขียนไว้เป็นวลีว่า

“บางครั้ง โดยเฉพาะในคืนที่มืดมิด บามเรตเชอร์ ได้ระรัวเสียงเรียก ต้นไม้ สัตว์ป่า และ ผีป่า ทั้งหมดมาพร้อมกัน เพื่อที่จะอธิบายว่า วัฎจักรของธรรมชาติ ความตายนั้นทำให้เกิดการเกิดใหม่ เหมือนดังฤดูหนาวอันหฤโหด จนถึงตอนนี้ มันยังคงตามมาด้วยฤดูใบไม้ผลิอันแสนสดใสเสมอ”

ซึ่งจากการอ่านและประมวลผลของผมแล้ว น่าจะคล้ายๆกับภาษาบ้านเราคือ “ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ” และเข้าใจว่าคงเป็นเครื่องบอกกล่าวรวมพลในการประชุมของธรรมชาติก้ว่าได้ นอกจากนี้ในป้ายยังเขียนไว้ถึงวิธีการเล่นด้วย ตัวไม้สามารถหมุนแล้วเคาะเป็นจังหวะคล้ายรหัส MOS เป็นจังหวะสั้นๆ ยาวๆ ซึ่งผมเองอ่านแล้วยังงงๆ ต้องขออภัยด้วยกับความง่อยของภาษาเยอร์มันผมด้วย

เส้นทางป่า Baumrätche และ ต้นไม้ที่สูงท่วมหัว

คลิกเพื่อฟังเสียง 

ถัดจากจุดที่ 4 มาก็มีจุดที่ 5 6 7 8…… เอ่อ บางอันผมก็ข้ามไปบ้าง เอาเป็นว่าผมขอนับเป็นเฉพาะจุดที่ผมเอามานำเสนอแล้วกันนะ ถ้าตอนจบมีไม่ถึง 24 จุดก็ไม่ต้องตกใจ

เอ้าจุดต่อไปจุดที่ 5 “Glockenbühner” หรือ “กล๊อคเค่นบือเนอร์” อันนี้ง่ายมากเป็นการรวมเอากระดิ่ง กระพรวนทุกชนิดของสวิสมาไว้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่กระดิ่ง วัว,ลา,ล่อ,ฯลฯ สุดจะเยอะ อันนี้ถึงแม้ไม่ค่อยมีอะไรแต่รู้สึกว่าจะเป็นตัวชูโรงของ Toggenburg เลยทีเดียวสงสัยเพราะมันบ่งบอกความเป็นสวิสละมั้งเลยลงโฆษณากันเต็มที่ (มีกระดิ่งที่ปั๊มว่า Paris เสียด้วย เอ๊ะยังไง ?)

ลักษณะของเครื่องเล่นนี้คือเป็นราวสี่เหลี่ยมสูงประมาณหัวของผม ถูกแขวนไปด้วยโซ่และกระดิ่งเต็มไปหมด ซึ่งเราสามารถที่จะใช้แขนกวาดกระดิ่งทั้งหมดให้มันกระทบกันไปได้พร้อมๆกันได้เลย ก็จะได้ยินเสียงกระดิ่งนานาชนิดดังพร้อมกัน

ขณะที่ผมกำลังอัดเสียงกระดิ่งอยู่ เจ้าหนูน้อยตัวแสบที่ยังเดินมาด้วยกันจากจุดแรกมาถึงตรงนี้  ดันเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในดงกระดิ่งที่กำลังแกว่งไปมา ซึ่งสูงพอๆกับระดับหัวของชี ชีก็เลยโดนกระดิ่งฟาดเข้าที่หัวไปหลายตั้ง จากนั้นก็ร้องไห้ฟ้องพ่อใหญ่เลย แถมยังโมโหกระดิ่งซะด้วย หลังจากที่พ่อของชีจับชีออกมาจากตรงนั้น ด้วยความโมโหกระดิ่งชีก็ฟาดมือทั้งมือเข้าไปในดงกระดิ่ง หวังจะสั่งสอนพวกกระดิ่งที่แขวนเกะกะอยู่ข้างหน้าให้รู้ซะบ้างว่าใครใหญ่ อนิจจากระดิ่งมันเป็นเหล็ก งานนี้หนูน้อยเลยต้องร้องไห้รอบที่สองเพราะโมโหกระดิ่งจนเจ็บตัว

มหากระดิ่ง และเด็กแสบที่พยายามจะแก้แค้นกระดิ่ง

 คลิกเพื่อฟังเสียง 

จากซุ้มกระดิ่งมาไม่ไกลก็มาถึงจุดที่ 5 มีชื่อว่า “Flottenzaun” หรือ “เฟริทเท่นซาว์น” แปลว่า รั้วฟลู๊ต นั่นเอง ซึ่งผมมองดูแล้วจริงๆมันก็เป็นรั้วกลมๆ ที่มีรูออกมาให้เป่าประมาณ 12 รู รอบๆตัวมัน เจ้าฟลู๊ตตัวนี้เป็น Chromatic 12 Keys นั่นหมายความว่ามันมีเสียงครบทุกคีย์เสียงเลยก็ว่าได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่ละท่อสามารถเป่าได้ประมาณสามเสียง (น่าจะประมาณนี้เท่าที่ผมเป่าได้) โดยเสียงที่เป่าจะเริ่มจากเสียงต่ำเมื่อใช้ลมเบาและสูงขึ้นไปตาม Overtone series ของแต่ละท่อที่เราเป่า โดยการใช้ลมที่แรงขึ้น นับว่าเป็นเครื่องดนตรีที่มีการครีเอทใช้ได้ แถมยังต้องใช้ความรู้ทางดนตรีและวิศวกรรมเข้าเกี่ยวข้องอีกด้วย

ตอนที่ผมมามีเด็กวัยรุ่นผู้ชายคนหนึ่งกำลังเล่นอยู่ พี่คนนี้เล่นแบบไม่มีเผื่อคนอื่นเล่นทั้งสิ้น จนคนที่เดินมากรุ๊บเดียวกับผมเริ่มเดินผ่านไปเพราะขี้เกียจรอ แต่ผมยังคงต้องอยู่เพื่อรออัดเสียง  ปรากฎ รออยู่นานพี่แกก็ไม่ออกมาซะทีผมเลยตัดสินใจเข้าไปอัดเสียงมันทั้งอย่างนี้แหละ ในระหว่างที่อัดเสียงไป พี่แกคนนี้ก็เริ่มเปลี่ยนวิธีการเล่นจากเป่าธรรมดามาเป็นการ Beatbox ใส่ท่อ สำหรับผมคงเรียกว่า Beatpipe มากกว่า เมื่อผมเริ่มเป่าพี่แกก็เริ่ม Beatpipe ไปเรื่อยๆอย่างเมามันส์ งานนี้แกคงคิดว่าผมจะทำอัลบั้มให้แกละมั้งเลยเป่าใหญ่เลย ก็เลยได้เสียงพี่แกติดมาด้วยนิดๆหน่อยพอขำกัน

รั้วฟลู๊ต และ เด็กเจ้าถิ่น

คลิกเพื่อฟังเสียง 

 ถัดจากจุดที่ 5 มา ผมหยิบลายแทงขึ้นมาดูอีกที คราวนี้ต้องเดินไปไกลเลยกว่าจะถึงจุดถัดไป ซึ่งตอนนี้ก็ปาเข้าไปบ่ายแก่ๆแล้ว ผมกะว่าเดี๋ยวเดินไปอีกสักชั่วโมงค่อยควักข้าวกลางวันออกมากินแล้วนั่งพักสักหน่อย ก่อนจะเริ่มเก็บเสียงตามจุดที่เหลือ

เดินมาพักใหญ่ๆ ก็มาถึงจุดที่ 6 7 และ 8 รวมอยู่ในบริเวณที่เดียวกัน ซึ่งตรงนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดพักครึ่งทางของ Toggenburg Sound Trail คนในบริเวณนี้ดูหนาตาขึ้นมาที่เดียว มีทั้งเด็กเล็ก, หนุ่มสาว, นักเดินเขา แต่ส่วนใหญ่จะมากันเป็นแบบครอบครัว  บริเวณนี้นอกจากจะมีจุดเครื่องเล่น 3 จุดรวมอยู่ที่เดียวกันแล้ว ยังมีสนามเด็กเล่น ร้านอาหาร และห้องน้ำไว้บริการอีกด้วย ซึ่งใครจะหยุดพักเหนื่อยตรงนี้ก็ไม่ว่ากัน เพราะรอบๆร้านอาหารเป็นทุ่งกว้าง สามารถมองเห็นภูเขาที่อยู่อีกฝั่งได้อย่างชัดเจน  ผมเองเห็นหลายๆควักเอาอาหารที่ตัวเองนำติดตัวออกมากินกันอย่างมีความสุข โดยเฉพาะคู่รักรุ่นปู่ย่า นั่งกินข้าวโอบไหล่ จิบไวน์กันชมวิวอยู่บนม้านั่งอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นภาพที่พบเห็นได้บ่อยมากในสวิตเซอร์แลนด์ จนทำให้ผมนึกขึ้นว่าคนที่นี่ช่างรักกันหวานชื่นกันจนแก่เฒ่าจริงๆ และผมเองไม่ค่อยเห็นภาพเหล่านี้ในเมืองไทยเท่าไร ส่วนใหญ่ออกแนวดราม่าแบบ “ปู่ชิว” อะไรแบบนี้ พลางนึกถึงตัวเองว่าจะมีวันได้ทำแบบนี้มั่งไหมในบั้นปลายชีวิต คงเป็นโชคดีมากๆที่เดียว : )

กลับมาที่เครื่องเล่นของเราต่อ จุดที่ 6 7 และ 8 คือ กลองยาวพลาสติก นิ้งหน่อง(ภาษาชาวบ้าน) และท่อเสียงขนาดยักษ์ ณ จุดนี้ผมถึงกับกุมขมับเพราะเครื่องดนตรีอยู่ใกล้กันหมด แถมมีสนามเด็กเล่นอยู่ด้านข้าง ไม่รู้จะอัดเสียงกันยังไงเลยทีเดียว เพราะเด็กๆเจี๊ยวจ๊าวกันมากและทุกคนก็บรรเลงกันเต็มที่ไม่มีใครกลัวน้อยหน้าใคร

ผมเริ่มจากเจ้ากลองพลาสติกก่อน เจ้าตัวนี้เป็นท่อพลสติกสีดำ มีรูอยู่ด้านล่างเพื่อให้เสียงและลมออก และปิดด้วยฝาหลากสีแทนตัวโน็ตสูงต่ำไว้ด้านบน ดูๆไปเหมือนท่อในเกมส์มาริโอ้ยังไงยังงั้น แต่เวลาตีกลับเสียงดีใช่ย่อย

ส่วนเจ้าท่อเสียงยักษ์ผมว่า มันคล้ายๆไอ้โมบายกรุ๊งกริ๊งที่เราชอบเอาไว้แขวกันหน้าบ้าน เวลาลมพัดมันก็จะมีเสียง  แต่แค่อันนี้มันใหญ่กว่ามาก… แค่นั้นเอง และคุณต้องเอาไม้ไปตีมัน แทนที่จะรอให้ลมพัด

ส่วนอันสุดท้ายมันคือ นิ้งหน่อง คือผมก็ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรคิดว่าชื่อนี้ทุกคนคงรู้จัก เจ้านิ้งหน่องตัวนี้ไม่ได้มีครบทุกตัวโน็ต แต่มีแคโน็ตในสเกล Pantatonic เท่านั้น ซืึ่งเราสามารถพบได้ในเพลงไทยโบราณแทบทุกเพลง  เพราะฉนั้น  ตีมั่วยังไงก็ยังออกมาเพราะ ฮ่าๆ  ผมถึงบอกว่าชาวสวิสค่อนข้างละเอียดอ่อนกับการออกแบบเครื่องดนตรีเหล่านี้เป็นพิเศษ

คลิกเพื่อฟังเสียง

คลิ๊กเพื่อฟังเสียง

หลังจากอัดเสียงเสร็จผมก็ออกเดินทางต่อเพราะตอนนี้ปาเข้าไปบ่ายสามโมงครึ่งซะแล้ว ยังเหลืออีกหลายจุดเพราะฉนั้นต้องทำเวลาหน่อย  ผมกางลายแทงดูอีกที พบว่าข้างหน้าน่าจะเป็นอีกจุดหนึ่งที่เป็นตัวชูโรงของ Toggenburg Sound Trail อีกแล้ว เนื่องจากใช้เป็นภาพโฆษณาในโบร์ชัว และแน่นอนมันคืออะไรทีเกี่ยวกับวัวอีกแล้ว !

ผมเก็บลายแทงเข้ากระเป๋าแล้วเดินต่อไปยัง “Klangmuehle” ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากจุดพักและร้านอาหารที่ เพิ่งแวะไป  จุดนี้ค่อนข้างน่าสนใจ (ดูจากภายนอก) แต่ตัวเครื่องดนตรีนั้นตั้งอยู่ในคอกเลี้ยงวัวเก่า ถึงตรงนี้ต้องขอบอกว่าวิวคอกวัวนั้นสวยจริงๆ เพราะเป็นทุ่งโล่งไม่มีต้นไม้บัง เลยทำให้มองเห็นทุ่งข้างหน้าและภูเขาฝั่งตรงข้ามแบบเต็มๆตา  ผมเดินเข้ามาภายในคอกวัวก็พบว่ามีท่อทรงกระบอกทำด้วยไม้ขนาดยักษ์ ถูกขึงไปด้วยเส้นลวดทั้งหมด 160 เส้นในแนวตั้งรอบๆท่อไม้ บริเวณด้านล่างมีที่เหยียบเพื่อให้เจ้าท่อไม้ทรงกระบอกนี้หมุนไปเรื่อยๆ   ตรงด้านหลังมี bow ของไวโอลินถูกวางตำแหน่งไว้ขวางกับท่อไม้ พอเราเหยียบกลไกด้านล่างก็จะทำให้ท่อหมุน แล้วลวดทั้งหลายก็จะเสียดสีกับ bow ที่อยู่ด้านหลังเปล่งออกมาเป็นเสียง

บริเวณใกล้ๆกัน ยังมีเชือกเอาไว้สำหรับดึงให้ bow นั้นขยับขึ้นลงได้ด้วย เวลาเราดึงเชือก bow ก็จะขึ้นสูงแล้วก็ให้เสียงสูงตามไปด้วย เวลาปล่อยเชือกลง bow ก็ต่ำลงและให้เสียงต่ำลงตามกันไป เจ้า Klangmuehle นี้ได้ยังรับการก่อตั้ง ในช่วงฤดูใบไม่ร่วงปี 2004 โดยสโมสร Rotary Club Toggenburg เสียด้วย

ผมลองเล่นมันดูอยู่พักใหญ่ ความรู้สึกส่วนตัวผมว่า มันเหมือนซาวนด์จากทิเบตยังไงชอบกล ถ้ามีเสียงเจ้านี่บวกกับเสียงพระสวดละใช่เลย !

คลิกเพื่อฟังเสียง 

ผมเดินออกออกจากคอกวัวเก่ามาก็พบว่า คนส่วนใหญ่เริ่มลงกระเช้ากลับกันบ้างแล้วเพราะเริ่มจะเข้าสู่ช่วงเย็น พอดีตรงจุดแวะพักที่มีร้านอาหารก็มีกระเช้าไว้บริการพอดี คนก็เลยกลับกันลงไปเยอะ ตอนนี้เสียงเด็กๆเจี๊ยวจ๊าวก็ไม่ค่อยมีแล้ว

จากตรงนี้ บนลายแทงบอกไว้ว่าสามารถไปได้สองทาง ซึ่งถ้าเดินลงข้างล่างจะมีอีก 2 จุดให้แวะ ส่วนถ้าเดินขึ้นเขาไปจะมีอีก 6 จุด  ผมไม่ลังเล เลือกเยอะไว้ก่อน แต่หารู้ไม่ว่ามันต้องเดินขึ้นเขาไปอีกไกล ทั้งที่จริงๆแล้วเมื่อดูในลายแทงมันเหมือนจะใกล้มาก  คิดในใจ “ก็เอาวะ เดี๋ยวเดินเร็วทำเวลา”

ผมเดินมาเรื่อยๆ จนมาถึงเขตเลี้ยงวัวซึ่งเราต้องเปิดรั้วไฟฟ้าเข้าไป  ตรงทางเข้ามีป้ายระบุไว้ด้วยว่า “เมื่อเปิดรั้วเข้าไปแล้วให้ปิดด้วย” ซึ่งรั้วที่ว่าเป็นแค่เส้นลวดหนึ่งอันเท่านั้น  ถ้าเป็นบ้านเราเด็กคงเล่นสนุกโดยการกระโดดข้ามกันให้วุ่นวาย แต่รับรองถ้าโดนไฟในลวดช๊อตสักตั้งผมว่าคงขำไม่ออก อย่างไรก็ตามไฟฟ้าที่ลวดนั้นไม่ได้แรงอย่างที่เราคิด มันเป็นไฟ DC ที่ความแรงนั้นพอให้เรากระตุกเล่นๆ เท่านั้น ส่วนผม  คงไม่เสี่ยงทดลองแน่นอน

เมื่อเข้ามาในเขตเลี้ยงวัวแล้ว เราก็จะได้พบกับวัวเจ้าถิ่นทั้งหลายที่ยืนกินหญ้ากันหนุบหนับแบบไม่สนใจฟ้าดิน มีเพียงบางตัวเท่านั้นที่มีรั้วไฟฟ้าเป็นของตัวเองอยู่ในอานาเขตเล็กๆ และแน่นอนเจ้าตัวนั้นมันมีความเสี่ยงในการวุ่นวายกับคน เพราะฉนั้นอย่าวู่วามไปยุ่งกับมัน

เจ้าวัวตัวที่ว่ามันใส่กระดิ่งใหญ่มาก มากกว่าทุกตัวในบริเวณนั้น พอผมหยิบกล้องมาถ่ายรูปมัน มันก็ละจากการกินหญ้าของมันแล้วเดินตรงมาที่ผมทันที แล้วทำตาขวางใส่แบบนักเลง ประมาณว่า อย่ามายุ่งกับตูนะเห้ย

วัวนักเลงตัวที่พูดถึง, กระดิ่งมันใหญ่เท่าบ้านจริงๆ

คลิกเพื่อฟังเสียง 

เส้นทางระหว่างเดินออกมาจาก Klangmuehle แล้ว (มีวัวเจ้าถิ่นขวางทางด้วย )

หลังจากฉะกับวัวเจ้าถิ่นผมก็เดินมาถึงตัวชูโรงของ Toggenburg Sound Trail อีกอันนั่นก็คือ “Schnellenbaum” แปลเป็นไทยมันงงๆ คือแปลว่า “ต้นไม้เร็ว”  เครื่องดนตรีชิ้นนี้ลักษณะภายนอกคล้ายเสาอากาศ ที่มีกระดิ่งวัวผูกไว้เต็มไปหมด แต่ละกระดิ่งจะมีเชือกร้อยลงมาด้านล่างเพื่อให้สามารถกระตุกแล้วเกิดเสียงได้ โดยกระดิ่งมีทั้งหมด 8 ตัวโน็ตคือ C D E F G A B C1 ผมเลยลองเล่นเพลง “หนูมาลี” ไปหนึ่งรอบก็พบว่าใช้ได้เหมือนกัน แม้จะเพี้ยนไปบางเสียงเนื่องจากการบิดเบี้ยวของกระดิ่งก็ตาม

Schnellenbaum หรือ ต้นไม้เร็ว นั่นเอง

คลิกเพื่อฟังเสียง 

แหม่..ขอบคุณที่นั่งอ่านกันมาจนถึงตรงนี้นะครับ ผมเองพยายามจะไม่เขียนยาวมากในแต่ตอนเพราะกลัวจะเบื่อกันซะก่อน  ในตอนหน้าเราจะได้หยุดกินข้าวกลางวัน (เย็น) ตรงจุดที่มีเครื่องดนตรี มาจากแนวคิดสุดยอดติสแดกมากๆ เพราะเป็นฐานที่ไม่มีเครื่องดนตรีอะไรเลยนอกจากม้านั่งหนึ่งตัว รวมถึงจะได้รพบกับต้นไม้ยักษ์ ที่สามารถร้องเพลงได้, กลองศิลาหิน และสะพานไม้ร้องเพลง เป็นตอนสุดท้ายของ “มหัศจรรย์เสียงตามทาง”

7th Sense

Creative Commons License
“มหััศจรรย์เสียงตามทาง” ตอนที่ 2 by 7th Sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.