“มหัศจรรย์เสียงตามทาง” ตอนที่ 1


จากบล๊อกที่แล้วที่สัญญาว่าจะพาไปเที่ยวเวียนนา ผมขออนุญาตขั้นรายการด้วยทริปเก๋ๆ ช่วงหน้าร้อนของสวิสเซอร์แลนด์เมื่อปีที่แล้วกันก่อน เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนออกไปเริงกันนอกประเทศ และทริปนี้เป็นทริปที่ผมได้มีโอกาสลุยเดี่ยวไปพร้อมกับ ปุ๊กลุกและนิค เพื่อตะลุย “Toggenburg Sound Trail”

การเดินทางวันนี้เริ่มต้นแบบชิลๆ โดยออกเดินทางประมาณ 10 โมงเช้าโดยใช้บริการของรถไฟหนึ่งเดียวในโลกที่มีถึงสามชื่อย่อ SBB CFF FFS  โดยเริ่มออกจาก ซูริค (Zurich) อันเป็นฐานที่มั่น ไปยัง แอป์แซลลามัต (Alp Sellamatt) ซึ่งอยู่ทางตอนตะวันออกของประเทศสวิส ซึ่งงานนี้ต้องต่อรถถึงสามครั้ง โดยต้องไปเปลี่ยนรถไฟที่ วิล (Wil SG) และไปต่อรถบัสที่หมู่บ้านเล็กๆที่ชื่อว่า เนสเลา นอย เซนต์โยฮาน (Nesslau Neu St.Johan) จากนั้นจึงขึ้นกระเช้าต่อไปยัง แอลป์ แซลลามัต (Alp Sellamatt) การเดินทางครั้งนี้นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเพราะเนื่องจากเป็นหน้าร้อนของสวิตเซอร์แลนด์ทุกอย่างจึงเขียวขจีไปหมด ท้องฟ้าเปิดและมีสีฟ้าเข้มสดใส เหมาะแก่การมาเที่ยวเล่นเป็นที่สุด

วิวระหว่างทาง รถไฟที่นั่งชิลแบบสบายๆ และ ครอบครัวชาวสวิสที่มาเดินเขา

รถบัสใหม่เอี่ยมคันโต ฟารม์ของชาวสวิส และวิวระหว่างทางมองจากในรถบัส

ระหว่างนั่งรถไฟมาก็ได้เห็นทั้งทุ่งดอกไม้,ภูเขาและชาเล่ต์น่ารักๆตั้งอยู่ตามเนินสูงต่ำสลับไปมาอยู่มากมายซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่     หลังจากการนั่งรถไฟมาเป็นเวลา 1 ชั่วโมงกว่าๆ ผมก็ถึงหมู่บ้านเซนต์โยฮาน จากนั้นก็เดินเก็บรูปอยู่พักใหญ่ก่อนจะไปต่อ ภายในตัวเมืองนั้นค่อนข้างสงบตามประสาชาวสวิสทั่วไป และมันก็เป็นสิ่งนึงที่ผมชอบเพราะมันไม่วุ่นวายมาก  เวลาชื่นชมกับธรรมชาติก็คงจะเข้าถึงได้มากกว่าการที่มีคนเยอะๆพลุกพล่านไปมาอย่างห้างสรรพสินค้าบ้านเรา ถึงแม้หลายๆคนอาจจะชอบและชินกับการเดินในห้างเย็นๆนั่งจิบกาแฟหรือเดินช๊อปปิ้งไปมาภายในศูนย์การค้าย่านปทุมวัน ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ผมบอกได้เลยว่าความสุขที่แท้จริงมันอยู่ตรงนี้ต่างหาก  การได้เดินชมธรรมชาติท่ามกลางเทือกเขาและทุ่งหญ้า สูดอากาศบริสุทธิ์ พร้อมกับการนั่งกินข้าวกลางวันบนยอดเขาที่มีวิวสวยๆ สุดลูกหูลูกตานั้นมันเกินคำบรรยายจริงๆ

ต้องขอชื่นชมทางการสวิสสักนิดนึง ไม่แปลกใจเลยว่าธุรกิจการท่องเที่ยวของสวิสจึงเฟื่องฟูมากๆโดยเฉพาะการชมธรรมชาติ สังเกตได้จากป้ายบอกทางซึ่งถูกจัดทำมาเพื่อนักเดินเขาและนักปั่นจักรยานโดยเฉพาะ มีการระบุเส้นทางตรงกับแผนที่พร้อมแจ้งเวลาที่ใช้ในการเดินทางแทนจำนวนระยะทาง ตามข้อมูลบนเวบไซต์ My Switzerland แบบตรงเหม๋งๆ เรียกได้ว่าหากคุณได้ข้อมูลเส้นทางจากเวบไซต์มาแล้ว  คุณสามารถเดินข้ามประเทศได้โดยไม่หลงทางชัวร์ๆ   ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ชาวสวิสรวมถึงนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ออกทริปเดินข้ามประเทศกันแบบแปดวันรวด กินนอนกันในป่าเขาสวยๆงามๆแบบนี้หล่ะ  ผมเองถ้ามีโอกาสและมีเพื่อนร่วมก๊วนก็อยากจะลองเดินแบบยาวๆสักแปดวันดูเหมือนกัน เพราะการเดินเดินทางไกลขนาดนั้นดูจะปลอดภัยและสนุกกว่าหากไปกันหลายคน

บรรยากาศภายในเมือง และ ลำธารใสๆ ก่อนทางขึ้นกระเช้า

หลังจากเดินชักภาพงามๆจนเมื่อมือ ก็ต้องเดินทางต่อซึ่งกว่าจะถึงก็ประมาณเที่ยงวันพอดี สรุปใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงไม่มากไม่น้อย    งานนี้ผมตัดสินใจไม่เดินขึ้นเขาจึงได้ใช้บริการกระเช้าของทางแอลป์ แซลลามัต ซึ่งจะลดภาระความขี้เกียจให้เราไปได้นิดหน่อยหน่อยแต่….ยังมีเส้นทางที่ต้องเดินขึ้นลงเขาอีกรวม 3 – 5 ชั่วโมง จากจุดที่กระเช้าไปถึงโดยเสียค่าเข้าชม Toggenburg Sound Trail รวมค่ากระเช้าไปกลับ สำหรับคนที่ถือบัตร GA. 1/2 Tax สามารถเบ่งสรรพคุณได้นิดหน่อย คือสนนราคาอยู่ที่ 12 chf ส่วนบุคคลทั่วไปราคา 24 chf   ถ้าหากมาเป็นกรุ๊ปหลายๆคนก็จะถูกกว่านี้อีกนิดหน่อย  ซึ่งก่อนขึ้นมาเจ้าหน้าที่ก็จะแจกแผนที่มหาสนุกให้กับเรามาด้วย ส่วนผมขอเรียกมันว่า “ลายแทงมหัสจรรย์แห่งเสียง”

เมื่อขึ้นมาถึงแอลป์ แซลลามัต ก็จะพบกับคาเฟ่ขนาดย่อมๆคอยเปิดให้บริการกับนักท่องเที่ยวอยู่ มีอาหารเครื่องดื่มพร้อมบริการ ราคาก็ไม่ได้แตกต่างจากข้างล่างมากนักไม่เหมือนบ้านเราที่ของอะไรที่ขายอยู่บนเขาราคาจะคูณ 2 หรือ 3 เข้าไปทันทีตัวอย่างก็เช่นภูกระดึง  แต่การจะมาเที่ยวแบบถึงพริกถึงขิงแบบนี้จะมาซื้อกินมันคงไม่สนุกเท่าไหร่ อีกอย่างอาหารในสวิสนั้นไม่ได้มีให้เลือกมากนักและรสชาติก็ไม่ค่อยจะถูกใจพี่ไทยอย่างผมสักเท่าไร งานนี้เลยหอบข้าวกล่องมาเอง นอกจากจะอร่อยกว่าแล้ว (อันนี้ก็แล้วแต่ฝีมือใครฝีมือมัน) เรายังสามารถเลือกนั่งกินตรงไหนก็ได้ ซึ่งเมนูเบคอนหมักเกลือผัดน้ำมันหอยของผมวันนี้ต้องถูกเสวยบนยอดเขาวิว Panorama เท่านั้น : )

ผมหยุดเปิดดู “ลายแทง” ที่เพิ่งได้มาพบว่ามีจุดเครื่องเล่นทั้งหมด 24 installations นั่งนึกในใจว่าจะเล่นยังไงหมดวะเนี่ย นี่ยังไม่รวมเส้นทางชมธรรมชาติเส้นอื่นๆอีก คิดแล้วปวดขา หากใครจะมาทริปแบบนี้ผมแนะนำว่าควรเตรียมรองเท้าเดินป่าดีๆสักคู่มาได้เลย เพราะถ้าหากคุณเอารองเท้าสวยราคาแพงมาใส่เดินเท่ห์เต๊ะจุ๊ยละก็ เดินจนจบวันรองเท้าของคุณอาจจะเหลือแค่วิญญาณ

หลังจากนั้นเดินมาเรื่อยๆผ่านมาทางคาเฟ่ ผมก็เริ่มมองหาจุด Start ของ Sound Trail ซึ่งในภาษาเยอร์มันเรียกว่า “Klangweg” งานนี้สังเกตไม่ยากเพราะส่วนใหญ่เด็กๆเยอะ ผมก็เลยเดินตามเด็กๆไป และเนื่องจากเป็นเส้นทางที่สร้างเสริมจินตนาการให้กับเด็กๆ ก็เลยมีผู้ปกครองนิยมพาลูกพาหลานมาเที่ยวที่นี่ในช่วงหน้าร้อน

ผมเดินมาถึงจุดแรกที่เรียกว่า “Melodiengampfi” เมโลเดียนกัมฟี้ เป็นม้ากระดกที่มีแท่งเสียงอยู่บริเวณคานเหล็กตรงกลาง ผมชักเริ่มงงว่ามันจะเล่นยังไง   สักพักก็มีหนูน้อยชาวสวิสสองคนทำการสาธิตให้ผมดู เนื่องจากเห็นผมถือไมค์โครโฟนอันใหญ่แกเลยพยายามจะโชว์ออฟเต็มที่เพราะนึกว่าผมมาถ่ายหนัง ! (ไมค์โครโฟนที่ผมใช้ เป็นไมค์ชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนต์) เล่นเอาผมถึงกับอึ้งไปพักนึง เพราะนึกสงสัยว่าทำไมเด็กอายุแค่ 5  ขวบรู้จักไมค์ถ่ายหนังซะด้วย ว่าแล้วก็สมกับเป็นเด็กที่เกิดในแทบประเทศที่อุดมไปด้วยงานศิลปะจริงๆ

กลับมาที่เครื่องเล่น  หนูน้อยชาวสวิสสองคน รีบตรงดิ่งเข้ามาทำการสาธิตด้วยการนั่งกันคนละฝั่ง จากนั้นคนที่อยู่ฝั่งที่นั่งติดพื้นก็เอาลูกไม้วางลงบนรางและเริ่มกระดกขึ้นลงสลับกันสองฝั่ง   ผลก็คือระหว่างที่ม้ากระดกนั้น เจ้าลูกไม้ก็วิ่งไปตามแท่งเสียงที่ถูกวางเรียงเป็นบันไดเสียงอันเพราะพริ้ง ทำให้เกิดเสียงดังกังวานขึ้นมาทันที ส่วนเสียงที่ออกมานั้นหากจะเรียกในทางดนตรี มันคือเสียงจากโน๊ต 5 ตัว คือ Eb F G Ab Bb  ซึ่งผมฟังแล้วรู้สึกว่ามันเหมาะกับเด็กๆจริงๆ ฟังแล้วรู้สึกชวนฝันดี  จนทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่ามันน่าจะเหมาะกับหนังเรื่องนึง ซึ่งก็คือเรื่อง Up ในฉากที่คุณปู่ Carl จอมแสบกำลังพยายามพาบ้านที่เต็มไปด้วยลูกโป่งนับพันๆลูกทะยานขึ้นฟ้าเพื่อไปยัง Paradise falls ตามฝันของ Ellie ภรรยายที่เสียชีวิตไปแล้วได้เคยตั้งใจไว้เมื่อตอนยังเป็นเด็กๆ ดูแล้วทางชาวสวิสเองค่อนข้างละเอียดละออกับการออกแบบเครื่องเล่นมากๆ  สังเกตได้จากป้ายที่ติดไว้ตามจุดเครื่องเล่นต่างๆ จะมีที่มาของแนวคิด และชื่อของศิลปินผู้ที่ออกแบบติดไว้ด้วย

“งานนี้ต้องกระดกไม่งั้นเสียงไม่ดัง”

คลิ๊กเพื่อฟังเสียง

หลังจากเก็บเสียงของเจ้าเมโลเดียนกัมฟี้เสร็จแล้วผมก็เดินต่อมาตามทางเล็กๆ พร้อมกับครอบครัวชาวสวิสที่พบกันที่จุดแรกโดยมีการชวนคุยเป็นระยะๆจากพ่อของเจ้าหนูตัวแสบสองคนที่มาทำการสาธิตเครื่องเล่นให้ผมดู คุณพ่อของหนูน้อยดูแปลกใจเล็กน้อยหลังจากที่รู้ว่าผมเป็นนักเรียนไทยที่มาเรียน Film scoring ที่ซูริค เค้าบอกว่าเป็นสาขาที่น่าสนใจมาก แล้วก็พลางถามต่อไปว่าได้เรียนอะไรบ้างบลาๆๆ  ทำเอาผมงงไปนิดเพราะส่วนใหญ่เพื่อนๆหรือคนรู้จักมักจะถามผมว่าเรียนอะไร แต่พอผมตอบก็จะงงเต็กและถามกลับมาว่ามันคืออะไร ? จนต้องมีการอธิบายต่อสักพักจนกว่าจะเข้าใจ

ผ่านมาตามเส้นทางเล็กๆ ก็จะพบวิวภูเขาแบบ Panorama ที่ตั้งอยู่ด้านตรงข้าม ส่วนทางด้านขวาก็เป็นที่เลี้ยงเจ้าหมูน้อย ที่กำลังนอนหลับแบบโคตรขี้เกียจ และมีวัวหลายตัวกำลังเร็มหญ้าอยู่ทางด้านขวา สิ่งนึงที่ผมชอบตอนหน้าร้อนของสวิสก็คือ มันจะมีพวกดอกไม้เล็กๆหลากสีขึ้นแซมมาตามทุ่งหญ้ากว้างๆเต็มไปหมด ให้ความรู้สึกยังกับอยู่ในเทพนิยายคลาสสิค

วิว panorama เหล่าวัวสวิส หมูจอมขี้เกียจ และ ปุ๊กลุก

เส้นทางเดินเขาเล็กๆ และทุ่งหญ้าสองข้างทางแซมด้วยดอกไม้หลากสี

หลังจากเดินกันมาพักใหญ่ ก็มาถึงเครื่องเล่นจุดที่ 2 และ 3 ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก บริเวณเครื่องเล่นจะมีการกั้นคอกไม้ซึ่งมีประตูที่ปิดเองได้ ซึ่งเป็นไอเดียจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่ผมชอบมาก คือเค้าจะเอาเชือกร้อยกับประตูเอาไว้แล้วเอาหินที่มีน้ำหนักร้อยเข้าไปในเชือกอีกทีเพื่อถ่วงให้ประตูปิดเอง ส่วนเหตุผลที่ต้องล้อมรั้วไว้ก็เนื่องมาจากเค้าต้องการกันพวกวัวๆทั้งหลายไม่ให้เข้ามายุ่งย่ามในบริเวณเครื่องเล่น

จุดที่สองมีชื่อว่า “Flipperkasten” และมันก็คือเกมส์ Pinball นั่นเอง แต่ Pinball เครื่องนี้แตกต่างจากเครื่องอื่นๆตรงที่ว่า ศิลปินคนที่สร้างได้นำเอาระฆังสวิสที่มีโทนเสียงและขนาดแตกต่างกันเข้าไปวางไว้ในตู้ เมื่อเวลาลูกเหล็กไหนมาชนก็จะเกิดโทนเสียงที่แตกต่างกันไปทำให้การเล่น Pinball มีความสนุกขึ้นมาไม่น้อย จนขนาดหนูน้อยชาวสวิสสองคนที่เดินมาด้วยกันตั้งแต่ตอนแรกเล่นไม่ยอมหยุด ทำเอาผมรอจนเหงือกแห้งกว่าจะได้อัดเสียงอย่างสงบสุข

ประตูที่ปิดเองได้ และหนูน้อยกับ Bells Pinball Machine

คลิกเพื่อฟังเสียง

จุดที่สามผมเองก็จำชื่อไม่ได้ -_” แต่เครื่องเล่นชนิดนี้ผมว่ามันดูหน้าสนใจไม่น้อยเหมือนกัน  ลักษณะเป็นเสาที่มีลูกตุ้มอยู่สองข้าง ดูไปคล้ายๆใบพัดที่มีแต่ก้านเชื่อมติดกับลูกเหล็กสองอันตรงหัวและท้าย ตัวก้านสามารถหมุนได้รอบ 180 องศา   พอเข้าไปดูใกล้ๆก็จะเห็นว่ามีแหวนรองน๊อตจำนวนมากอยู่ระหว่างแกนกลางที่เป็นเกลียว เวลาเล่นก็เพียงแต่หมุนแกนกลางให้กลับข้างเท่านนั้น แหวงรองน๊อตทั้งหมดก็จะค่อยๆร่วงลงมาผ่านเกลียวและส่งเสียงประหลาดๆออกมา  ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่ละแกนจะมีตุ้มที่แตกต่างกัน บ้างเป็นรูปหัวใจ, ข้าวหลามตัด, สามเหลี่ยม ซึ่งแต่ละอันก็จะให้เสียงที่แตกต่างกันไปอีกด้วย   อย่างที่ผมบอก ทุกเครื่องเล่นถูกสร้างโดยศิลปินชาวสวิส ซึ่งงานนี้ผมว่ามันเป็นการวัดกึ๋นของแต่ละคนกันเลยทีเดียวว่าครีเอชั่นของแต่ละคนจะออกมาเทพขั้นไหน โดยดูจากการออกแบบ ,เรื่องราวที่มา, ความคิดสร้างสรรค์,วิธีการเล่น และผลลัพท์ที่ได้ ตอนนี้เครื่องเล่นที่ผมให้คะแนนมากที่สุดคือเจ้า Melodiengumpfi จากจุดที่ 1

หมุนๆๆๆ

คลิกเพื่อฟังเสียง

ถึงตรงนี้ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่าการนั่งเขียนบล๊อกนี่มันเมื่อยมือใช่ย่อย นี่เพิ่งจะผ่านไปสามจุดเองเหลืออีกตั้ง 21 จุด ! แฮ่…ผมคงไม่เขียนหมดทั้ง 21 จุดหรอกครับ แต่เลือกหยิบเอาเฉพาะอันที่น่าสนใจมาเล่าแล้วกันเนื่องจากผมต้องเตรียม Materiels ทั้งภาพทั้งเสียง เพราะอยากให้ทุกคนได้สัมผัสกับบรรยากาศจริงๆของที่นี่ ก็เลยต้องเตรียมงานเยอะนิดนึง ยังไงก็ตามในตอนหน้ายังคงมีเรื่องราวของเครื่องเล่นอีกนานาชนิดที่น่าสนใจ รวมถึงวิวสวยๆ และเหล่าวัวสวิสที่เกะกะตามทางเดินคอยป่วนอยู่เป็นพักๆ  คอยเราอยู่ ไว้แล้วจะมาเล่าใหม่นะ

7th Sense

Creative Commons License
“มหัสจรรย์เสียงตามทาง” ตอนที่1 by 7th Sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 3.0 Unported License.