“หอมจัง”


กระปุกชากว่า 30 ชนิดภายในร้าน Schwarzenbach

อาทิตย์นี้เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างวุ่นวายสำหรับผม เพราะนอกจากขาจะเดี้ยงจากการไปสโนว์บอร์ดอาทิตย์ที่แล้ว ยังต้องไปนัดพบหมอทำ MRI Scan อีกต่างหาก งานนี้เป็นหนักกว่าที่คิดเพราะหมอบอกว่าอาจจะต้องผ่าตัดหมอนรองกระดูกฟังแล้วแซดยิ่งนัก แถมเมื่อวานกะว่าจะมานั่งจิบกาแฟร้านโปรดหลังจากพบหมอแล้วแต่ปรากฎว่าไปหาหมอตั้งแต่บ่ายสี่โมงครึ่งกว่าจะได้คิดกว่าจะเสร็จก็ทุ่มนึงก็พอดีร้านกาแฟปิด วันนี้เลยตั้งใจมาเต็มที่ (แบบเป๋ๆ)

ไอ้เจ้าร้านกาแฟที่ว่าเนี่ยนับว่าเป็นร้านที่คลาสสิคทีเดียว เพราะว่ามันเป็นร้านที่เก่าแก่ที่สุดแห่งนึงของซูริค มีมาตั้งแต่ปี 1864  ตัวร้านนั้นตั้งอยู่ในตรอกเล็กๆ บริเวณย่านเมืองเก่าตรงถนน Münstergasse 19 ถ้าหากใครมาซูริคก็ต้องมาเดินแถบถนนเส้นนี้กันทั้งนั้นเพราะเป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและโรงแรมต่างๆนานา ส่วนการเดินทาง หากมาจาก Hauptbahnhof ก็นั่ง Tram สาย 4 มาลงตรง Rathaus แล้วเดินขึ้นตรอกเนินฝั่งตรงข้ามมาก็ถึงแล้ว

คลิกเพื่อฟังเสียง 

“Schwazenbach” คือชื่อของร้าน แปลว่า “เมล็ดสีดำ” ในภาษาไทย ร้านนี้เดิมทีไม่ได้มีเป็น Cafe ให้เราได้เข้าไปนั่งดื่มกินกันอย่างในปัจจุบันแต่เป็นร้านขายเมล็ดกาแฟ รวมถึงพวก ชา, ไซรัป, ช๊อคโกแล๊ต, เครื่องเทศ, ข้าวสาร และ สมุนไพรนานาชนิด แต่เนื่องจากมีเมล็ดการแฟและชาหลากหลายมากมายจนคนที่มาซื้อไม่รู้ว่าจะเลือกซื้ออะไรกลับไป ทางร้านก็เลยเปิดเป็น Cafe เล็กๆ ด้านข้างให้คนที่มาซื้อได้ทดลองสั่งมาชิมรสชาติเพื่อเป็นไอเดียในการซื้อกลับไป การมาที่ร้าน Schwarzenbach ไม่ค่อยเหมือนการเข้าร้านกาแฟทั่วไป คุณจะไม่ได้กลิ่นกาแฟที่เป็น Pattern อย่างร้าน “เหรียญดาว” เป็นอันขาด การตกแต่งร้านรวมถึงบริเวณด้านนอกร้านก็ดูดิบๆ และยังคงกลิ่นอายของย่านเมืองเก่า ที่ไม่ได้ดูเป็นการพยายามเสริมแต่งแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีร้าน “เหรียญดาว” อยู่ในระแวกเดียวกันแต่ร้านเหรียญดาวกลับดูตลกและไม่เข้ากับย่านนั้นเป็นอย่างยิ่ง

บรรยากาศหน้าร้าน Schwazenbach คลาสสิคทีเดียว

ร้าน Schwarzenbach เป็นร้านที่เล็กมาก ถ้าจับคนมานั่งเบียดๆกันคงได้สักประมาณ 15-18 คน แต่คนส่วนใหญ่ก็ชอบที่จะเข้ามานั่งเบียดๆกันอยู่ข้างใน เนื่องจากวันนี้อากาศค่อนข้างเย็นคือประมาณ 4 องศาเลยทำให้ข้างในร้านดูจะแออัดไปสักนิด ด้วยความที่ร้านมันแคบ หลักการก็คือใครก็ตามที่เข้ามาส่วนใหญ่จะต้องแชร์โต๊ะร่วมกับคอกาแฟคนอื่นๆ และด้วยความที่ต้องนั่งใกล้กันการสนทนาจึงเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งผมเองมากินร้านนี้ทุกครั้งครั้งมักจะได้เพื่อนคุยตลอด ทั้งต่างวัย, ต่างอาชีพ, ต่างมุมมอง, ต่างชาติต่างภาษา บางครั้งได้ข้อคิดมาก็เยอะจากมุมมองของเขา ซึ่งเราไม่ค่อยเห็นวัฒนธรรมแบบนี้ให้เมืองไทยสักเท่าไร ถ้าเป็นบ้านเราหากเข้าไปในร้านก็อยากจะนั่งแบบ Private โดยเฉพาะโซฟาตัวใหญ่ๆ ในร้านมักจะมีคนจับจองนั่งวางของเต็มไปหมด ทั้งๆที่มาคนเดียวแต่ที่ตรงนั้นนั่งได้ถึง 4 คนเป็นต้น

บรรยากาศภายในร้าน, สองสามีภรรยาชาวสวิสและภาพติดฝาผนังขนาดใหญ่ ที่ทำให้ร้านดูมี Texture ขึ้นมาเป็นกอง

คลิกเพื่อฟังเสียง

บรรยากาศในร้านค่อนข้างคึกคักเพราะเป็นเวลาบ่ายคนเลยเยอะสักนิด ผมนั่งลงบนโซฟาที่ด้านข้างมียายหลานชาวสวิสนั่งอยู่ก่อน ตามมารยาทก็ต้องถามก่อนว่า “อีส แดร์ ซิส โชน นอค ใฟรย์ ?” แปลเป็นไทยว่า “ที่ตรงนี้ว่างหรือเปล่า” ก็ได้รับคำตอบพร้อมรอยยิ้มจากคุณยายคนที่นั่งอยู่ก่อนว่า “ว่างสิ”  ผมนั่งลงแล้วก็เริ่มหยิบเมนูมาดู เมนูโปรดของผมคือ Latte Marciato ซึ่งก็คือกาแฟนมนั่นเอง แต่ครั้งนี้จะลองเปลี่ยนมาสั่ง Cappuccino แทน อ้อ..ลืมบอกไปว่ากาแฟที่ร้านนี้นั้นแตกต่างจากบ้านเราโดยสิ้นเชิง ที่บ้านเราสั่ง Espresso, Cappuccino, Latte, Mocha ก็จะพบว่า เวลาสั่งมามันแก้วใหญ่เท่ากันหมดต่างกันแค่ส่วนผสม ตลกที่สุดก็คือถ้าคุณสั่ง Espresso คุณจะได้กาแฟแก้วเท่าบ้านเหมือนกับกาแฟอื่นๆ แต่เวลาสั่งที่นี่คุณได้กาแฟแก้วเท่าฝาหอย !  หลายคนงงเต็กไปกับกาแฟ Espresso รวมถึงพ่อของผมซึ่งมักจะบ่นอุบอิบเมื่อครั้งที่ผมซื้อเครื่องทำกาแฟของ Nespresso ไปไปฝาก “กาแฟอะไร แก้วเท่านี้จะไปกินอิ่มอะไร” นั่นคือประโยคที่พ่อพูดออกมาเมื่อแกกดปุ่มเครื่องทำกาแฟเป็นครั้งแรก ก็ต้องบอกว่ามันเป็นความเคยชินของเราๆนั่นเองที่เคยกินกันแต่กาแฟชงใส่น้ำตาลและครีมเทียม โดยไม่รู้ว่า Original ของกาแฟสดนั้นจริงๆแล้วมันคือ Espresso แก้วเล็กๆ ต้นกำเนิดมาจาก Italy  และด้วยวิธีการปรุงโดยใช้ไอน้ำทำให้กลิ่นของกาแฟนั้นหอมเป็นพิเศษ ซึ่งการปรุงหนึ่งครั้งจะได้กาแฟประมาณ 30cl เท่านั้นแต่ความแรงของคาเฟอีนนั้นเข้มข้นมาก ซึ่ง Espresso นั้นถือว่าเป็น ส่วนผสมหลักเพื่อที่จะนำไปใช้ปรุงกาแฟชนิดอื่นๆต่อไป ใครอยากรู้ก็คงต้องไปตามดูที่ wiki กันเอาเอง

กลับมาต่อที่กาแฟ ความพิเศษของร้านนี้คือคุณต้องเลือกชนิดของกาแฟเป็นอันดับแรก เช่น Espresso, Cappuccino, Latte หรืออื่นๆ หากไม่สั่งพิเศษทางร้านก็จะใช้เมล็ดกาแฟหลักของทางร้าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณสามารถเลือกเมล็ดหรือพันธ์ุของกาแฟชนิดพิเศษได้ โดยจากปรกติ Cappuccino แก้วละ 5.80 chf  คุณก็บวกเพิ่มอีก 1.50 chf สำหรับ Premium bean ถือว่าเป็นราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับร้านทั่วๆไป แต่เชื่อผมเถอะที่สวิสกาแฟร้าน “เหรียญดาว” แพงกว่ามาก ย้อนกลับมาที่เมนูวันนี้ผมเลือก “Jamaica Blue Moutain”  เป็นเมล็ดพันธุ์จากแถบ East Jamaica ซึ่งสถานที่ปลูกอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1400 เมตร ทำให้มีความชื้นพอเหมาะสำหรับการผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพดี จากเมนูนี้คุณสามรถเลือกเซิร์ฟแบบ Cafe Cream หรือจะเป็น Espresso ก็ได้

ระหว่างรอผมก็นั่งอ่านเมนูไปเรื่อยๆ ก็พบเจออะไรที่น่าสนใจมากมาย ในเมนู ทุกๆรายการจะมีคำอธิบายเกี่ยวกับประวัติกาแฟและวิธีการทำของทางร้านระบุไว้ด้วย ซึ่งหลังจากอ่านก็รู้เลยทันทีว่าทำไมกาแฟร้านที่ถึงแพง ความพิถีพิถันในแต่ละขั้นตอนละเอียดมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Fresh water ในการ Stream แรงดันไอน้ำต้องใช้เท่าไรถึงจะไม่เสียรสชาติ หรือแม้แต่เทคนิคการคั่วเมล็ดกาแฟอย่างไรไม่ให้กลิ่นเปลี่ยนไปจาก Original  และหลังจากนั่งไปสักพัก Cappuccino ของผมก็มาถึงกลิ่นของมันหอมกรุ่น จนรู้สึกถึงความ Blend ของมันจริงๆ หอมพอประมาณไม่ฉุนมากเท่ากับร้านเหรียญดาว ฟองนมที่ถูก Streamed ในอุณหภูมิที่เหมาะสมให้ความนุ่มกำลังดีและถูกตกแต่งด้วยลายใบไม้สวยงาม เรื่องรสชาติแทบบรรยายไม่ถูก ถ้าเปรียบกันสาวๆ ก็คงเป็นสาวหน้าหวานที่อ่อนโยนแต่มีพลังอยู่ข้างในทำให้ดูแข็งแกร่งในขณะเดียวกัน

ผมนั่งจิบกาแฟไปจนหมดแก้วโดยไม่รู้ตัวทั้งๆที่เวลาเพิ่งผ่านไปแป๊บเดียวเท่านั้นเอง ประจวบกับมีคู่สามีภรรยายชาวสวิสที่เพิ่งมานั่งข้างๆชวนคุยเรื่องเมืองไทยก็เลยหยิบเมนูขึ้นมาสั่งช๊อกโกแลตร้อนมาแก้หนาวอีกหนึ่งแก้ว

ช๊อกโกแลตร้อนของที่นี่มีหลายแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์จากทีต่างๆเช่น เวเนซุเอล่า, อินโดนิเซีย, โบลิเวีย, เอลกวาดอร์ รวมไปถึงวิธีการชง, ปริมาณความเข้มข้นของผงโกโก้ และจำนวนชั่วโมงในการกวนเมล็ดช๊อกโกแลต โดยเครื่อง Conche ที่คิดค้นโดย Rodolphe Lindt อันเป็นตำนานที่โด่งดังของช๊อกโกแลตสวิส และแน่นอนว่าทุกเมนูมีประวัติและคำอธิบายระบุบไว้ข้างใต้ จนผมฉุดคิดขึ้นได้ว่าความอร่อยของเครื่องดื่มที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่คุณภาพและความพิถีพิถันแต่มันรวมไปถึงการที่ได้รู้เรื่องราวๆต่างๆที่เสริมสร้างจินตนาการให้กับเครื่องดื่มทุกๆแก้วที่เราสั่งมา รวมถึงบรรยากาศ cozy ของร้าน มันทำให้เพิ่มความสนุกและความอร่อยลงไปอีกเท่าตัว หากต้องการสั่งช๊อกโกแลต ก็มีให้สั่งทั้งแบบเป็นแก้วราคา 5.8 chf หรือจะสั่งแบบเป็นชิ้นเหมือนช๊อกโกแลตทั่วไปมาทาน 1.8 chf และมี option เสริมด้วยการใช้นมถั่วเหลืองแทนนมสดเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มก็เพียงจ่ายเพิ่มอีก 1 chf จากราคาปรกติ หลังจากเลือกอยู่นานผมก็สั่งช๊อกโกแลตจากเวเนซุเอล่าไป ซึ่งเป็น Huasschokolade ของที่นี่ และแน่นอนรสชาติไม่ทำให้ผิดหวังตามเคย : ) กลมกล่อมและนุ่มละมุน ฮ่าๆ

ช๊อกโกแลตร้อน ๆ ฟองนุ่ม

คงจะเป็นไอเดียที่ดีไม่น้อยหากหนุ่มๆที่อยากจะสานความสัมพันธ์กับใครสักคน ลองพามาเดทที่ร้านนี้ก็คงจะทำคะแนนไปได้เยอะ เพราะนอกจากสาวๆส่วนใหญ่จะชอบช๊อกโกแลตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากคุณอ่านบล๊อกนี้ได้ความรู้เรื่องที่มาของร้านและช๊อกโกแลตต่างๆแล้ว สามารถนำเอาไปใช้ทำคะแนนได้อีกเป็นโข หรือจะพาคนรู้ใจมานั่งก็คงจะสร้างความโรแมนติกได้ไม่น้อย อีกอย่างผมว่ามันคลาสสิคกว่าร้าน “เจ้าชายกาแฟ” ที่คนแห่กันไปข้ามประเทศ และร้าน “เหรียญดาว” ราคาแพง เป็นไหนๆ

หลังจากนั่งสนทนากับชาวสวิสพร้อมจิบช๊อกโกแลตร้อนจนจุก ผมเริ่มรู้สึกตัวว่าคงต้องออกไปยืดเส้นยิดสายเสียหน่อยด้วยการเดินเป๋ไปมาในย่านเมืองเก่าสักสิบนาทีก่อนกลับเพื่อมีอะไรน่าสนใจจะได้ซื้อกลับบ้านก็เป็นอันจบวันที่แสนสุขกับการ จิบ และ ชิว ในบ่ายวันเสาร์ที่อากาศดีมากๆ

ป.ล. ข่าวดีเนื่อจากผมพบเมโมรีการ์ดที่หายไปของตอน “เวียนนา” แล้วบล๊อกหน้าจะพาไปเที่ยวเวียนนากัน เย้ !

7th Sense

Creative Commons License
“หอมจัง” by 7th Sense is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported License.